การเมืองยังร้อน แต่ไอพีโอจ่อเข้าเทรดเพียบ เมย์แบงก์ฯ ชี้เก็งกำไรยากให้ดูที่พื้นฐาน

เข้าสู่ช่วงไตรมาส 4/63 หรือช่วงโค้งสุดท้ายของปีกันแล้ว แต่ก็มีประเด็นให้เราต้องกังวลเพิ่มอีกมากมาย ทั้งปัจจัยภายในประเทศ และปัจจัยจากการระบาดของ COVID-19 ที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะบรรเทาลงเสียที โดยผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าหากการระบาดยังเพิ่มสูงแบบนี้ ถือเป็นผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเฉพาะบ้านเราเอง

ล่าสุดก็มีปัจจัยเข้ามากดดันตลาดทุนอีกครั้ง กับปัจจัยการเมืองในบ้านเรา ซึ่งเรียกได้ว่า ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก ก็เกิดการชุมนุมเพื่อขับไล่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาแน่นอนว่าถือเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพรัฐบาล และเราก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปจะเป็นเช่นไร อย่างไรก็ตามการเมืองไทยถือเป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญมากสุด เนื่องจากเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

แต่แม้จะเกิดปัจจัยกังวลต่างๆเข้ามาไม่หยุด ที่เป็นผลกระทบด้านลบกับตลาดหุ้น แต่ก็ยังมีหุ้นไอพีโอที่จะทยอยเข้าตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้กระทั่งหุ้นใหญ่อย่างบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGPที่เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( SET) วันที่ 22 ต.ค.นี้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ต.ค.นี้ หุ้นไอพีโอตัวล่าสุดก็ได้ฤกษ์งามยามดีเข้าเทรดแล้วอย่างPRAPAT หรือบริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำยาทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อ ภายใต้ตราสินค้าหลัก PEERAPAT

รวมทั้งเป็นผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอุตสาหกรรมการให้บริการ (Hospitality Industry) อีกทั้งให้เช่าและให้บริการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งน่าจะสร้างความสมหวังให้กับนักลงทุนตามๆ กันไป ท่ามกลางแรงกดดันที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในขณะนี้

จากสถานการณ์ของการระบาดของ COVID-19 ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนคลาย และล่าสุดก็มีประเด็นร้อนแรงของการเมืองเข้ามากดดัน Wealthy Thai จึงได้ต่อสายไปยัง นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้บอกว่า หุ้นไอพีโอต้องดูที่รายตัว เพราะพื้นฐานต่างกัน ประกอบกับสัญญาณตลาดตอนนี้ก็ไม่ดี การเก็งกำไรก็ถือว่ายาก ดังนั้นแนะนำให้ดูที่พื้นฐานของแต่ละตัวเป็นหลัก ถ้าโมเม้นตัมธุรกิจไม่แข็งแกร่ง ก็คงไม่ได้รับผลบวกมากนัก

สำหรับหุ้นไอพีโอ ณ วันที่ 19 ต.ค.ที่ประกาศความชัดเจนแล้วว่าจะเข้าเทรดภายในปีนี้ ประกอบด้วย บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ที่เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( SET) วันที่ 22 ต.ค. โดยกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 35 บาทต่อหุ้น และจะเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวนไม่เกิน 1,127.6 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 26.5 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ (ไม่รวมหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน อาจใช้สิทธิซื้อหุ้น IPO จากบริษัทฯ ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over Allotment) จำนวนไม่เกิน 169.1 ล้านหุ้น รวมคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 29.3 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ (กรณีที่ใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวน)

ต่อมาบริษัท ดีเฮ้าส์พัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ DHOUSEกำหนดราคาไอพีโอที่ 0.60 บาท เพื่อเสนอขายหุ้นไอพีโอ 217.20 ล้านหุ้น คาดว่าจะเข้าเทรดวันที่ 26 ตุลาคม 2563 ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ( mai) โดย DHOUSE ส่วนใหญ่มีรายได้หลักมาจากการขายอาคารพาณิชย์ และอื่นๆ มาจากบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ โดยปัจจุบันมีจำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวม 1,068 ล้านบาท

ตามด้วยบริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SFTโดยกำหนดราคาไอพีโอที่ 3.80 บาท เพื่อเสนอขายไอพีโอจำนวนไม่เกิน 120 ล้านหุ้น คาดเข้าเทรด mai วันที่ 29 ตุลาคม 2563 โดยบริษัทเป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน

ต่อมาบริษัท เวล เกรด เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)​ หรือ WGEกำหนดราคาไอพีโอที่ 2.30 บาท เพื่อเสนอขายหุ้นไอพีโอ จำนวน 160 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 26.67% ของหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด คาดเข้าเทรดใน SET วันที่ 3 พ.ย. 63 สำหรับวัตถุประสงค์การเข้าระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโต และรองรับแผนการเข้ารับงานใหม่ในอนาคต โดยบริษัทจะขยายคลังสินค้า ซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์สำหรับใช้ในงานก่อสร้าง และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

ขณะที่บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUYได้ประกาศความชัดเจนว่า ขณะนี้เตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยคาดจะแต่งตั้งตัวแทนการจัดจำหน่ายหุ้นไอพีโอ​ และกำหนดราคาเสนอขายหุ้นในสิ้นเดือนต.ค.63 และคาดจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในต้นเดือนพ.ย.63

บริษัท เจ.อาร์.ดับเบิ้ลยู. ยูทิลิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JRผู้ให้บริการงานวิศวกรรมที่สามารถให้บริการทั้งงานระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสารโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ภายในปี 2563 นี้

และบริษัท เน็คซ์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ NCAPผู้ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ โดยวางแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 300 ล้านหุ้นมูลค่าที่ตราไว้(พาร์) 0.50 บาทต่อหุ้น คาดเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในปีนี้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีหุ้นไอพีโออีกจำนวนมากที่มีแผนเข้าตลาดหุ้น แต่ปัจจุบันยังไม่ได้มีการประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าจะเข้าเมื่อไหร่ โดยสิ่งที่เรานำเสนอมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง และได้ประกาศความชัดเจนถึงระยะเวลาที่จะเข้าเทรด ดังนั้นเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า หุ้นไอพีโอส่วนที่เหลือจะเข้าเทรดเมื่อไหร่ และสร้างความสมหวังให้กับนักลงทุนได้หรือไม่ ท่ามการปัจจัยกดดันที่เกิดขึ้นในขณะนี้

การเมืองร้อน หุ้นมักจะปรับฐานแรง

จากสถานการณ์การเมืองที่ยังมีความขัดแย้งกันในขณะนี้นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัดได้ให้มุมมองว่า ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากประเด็นการเมืองเป็นหลัก เพียงแค่ 3 วัน ตลาดปรับฐานลงมา 55 จุด หรือ 4.4% (ลดลงมากสุดเป็นอันดับที่ 1 ของตลาดหุ้น 93 ตลาดทั่วโลก ข้อมูลจาก Bloomberg)

โดยสอดคล้องกับข้อมูลในอดีต คือ เวลาที่เหตุการณ์ทางการเมืองร้อนแรง หุ้นมักจะปรับฐานเร็วและแรงเสมอ แต่ก็พร้อมจะฟื้นกลับได้เร็วเช่นกัน สะท้อนจากข้อมูล Historical P/E, SET Index รวมถึงระยะเวลาในการปรับฐานของดัชนี หลังจากรัฐประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 เดือนให้หลัง จาก 4 เหตุการณ์สำคัญในอดีต (พฤษภาทมิฬ, พันธมิตร, นปช. และกปปส.) พบว่า Historical P/E ลดลงแรงสุด 0-1 เท่า (ตอนนี้ลดลงมาแล้ว 0.93 เท่า), SET Index ลดลง 0-7.4% (ตอนนี้ลดลงมาแล้ว 4.4%) และระยะเวลาในการปรับลงจนถึงจุดต่ำสุด คือ 0-11 วัน (ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 5 วัน)

ทั้งนี้เหตุการณ์ทางการเมืองการเมือง 3 ใน 4 ครั้ง ตามมาด้วยการรัฐประหาร ส่วนอีก 1ครั้ง ทหารเข้าทำการสลายม็อบ อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่เห็นพัฒนาการนำไปสู่การดีดกลับของดัชนีได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ดังนั้นนักลงทุนจำเป็นต้องติดตามประเด็นการเมืองอย่างใกล้ชิด หากมีความคืบหน้าในทิศทางที่ดีขึ้น ถือเป็นโอกาสในการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยหวังผลการฟื้นกลับเร็วดังข้อมูลในอดีต

Most Viewed
Fun of Funds
“KTWC-ALPHA” ลงทุน “หุ้นทั่วโลก” สไตล์ “High Conviction”… โอกาสสร้าง “Alpha” ตอบโจทย์ความมั่งคั่งระยะยาว เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 1 – 8 ก.ย. 69 นี้ !!!
เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ก.ล.ต. ลงดาบ 18 ราย ร่วมสร้างราคาหุ้น META สั่งปรับ-ชดใช้รวมกว่า 172 ล้านบาท พร้อมห้ามเทรด-นั่งกรรมการสูงสุด 102 เดือน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
GULF เสริมพอร์ตสีเขียว เดินเครื่องโซลาร์ 135 MW จ่ายไฟ กฟผ. รับสัญญาซื้อขายยาว 25 ปี จ่อ COD เพิ่ม 4 โครงการ 235.6 MW ปลายปี 69
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
TTA ร่วมสนับสนุนงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” พร้อมส่งมอบรถฉุกเฉินไฟฟ้า King Long และ NIU มูลค่ากว่า 2 ลบ.
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
CPF ลุยธุรกิจน้ำดื่ม! ทุ่ม 335 ลบ. ถือ BREW 51% โบรกฯ ชี้ดีลไม่แพง ต่อยอดระยะยาว จับตากำไรครึ่งปีหลังฟื้น ให้เป้า 25 บ.
เมื่อ 10 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us