Official Update :

สำรวจ 3 หุ้นโรงกลั่น เมื่อราคาน้ำมันขาขึ้นจะน่าสนใจแค่ไหน?

จากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอยางร้อนแรง แม้หลายๆธุรกิจ หรือการดำเนินชีวิตของเราเองจะได้รับผลกระทบ แต่ในแวดวงตลาดทุน ก็ยังมีหุ้นที่รับปัจจัยบวกเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย อย่างหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ที่จะได้ประโยชน์จาก stock gain หรือกำไรจากสต๊อกน้ำมัน


สำหรับปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยทีมวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก คือ สถานการณ์ยูเครน-รัสเซียที่ยังคงตึงเครียด สหรัฐฯ ประกาศเสริมกำลังพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization: NATO) ในยุโรปตะวันออก โดยจะเคลื่อนย้ายกำลังทหารประมาณ 3,000 นาย ไปยังโปแลนด์ และโรมาเนีย ทำให้สหรัฐฯ มีกองกำลังในยุโรปตะวันออกเผชิญหน้ากับรัสเซียรวมประมาณ 11,500 นาย


รวมทั้ง National Oil Corp. (NOC) ของลิเบียประกาศหยุดดำเนินการท่าส่งออกน้ำมัน 7 แห่ง ได้แก่ Brega (120 KBD), Zueitina (150 KBD), Ras Lanuf (200 KBD), Zawiya (220 KBD), Mellitah (130 KBD), Sidra (300 KBD) และ Es Sider (350 KBD) เนื่องจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน โดยเมื่อ 4 ก.พ. 65 ลิเบียผลิตน้ำมันดิบอยู่ที่ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ในปี 2564 ผลิตเฉลี่ยที่ระดับ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน 


และคลังน้ำมันในยุโรปถูกโจมตีทางไซเบอร์ขยายเป็นวงกว้าง Reuters รายงานบริษัทอีก 2 ราย คือ SEA-TANK ในเบลเยียม และ Evos ในเนเธอร์แลนด์ หลังจากบริษัท 2 ราย คือ Oiltanking และ Mabanaft ในเยอรมนี โดนโจมตีก่อนหน้า ทำให้บริษัทฯ เหล่านี้ต้องระงับการดำเนินงานบางส่วน ส่งผลกระทบต่อการจัดส่งน้ำมันทางเรือในบริเวณเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และทั่วเยอรมนี


เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ที่ออกมาประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยน้ำมันดิบ Brent ยืนเหนือระดับ 80 เหรียญฯ/บาร์เรล ตั้งแต่ ต้น ม.ค.ที่ผ่าน และล่าสุดพุ่งทะลุ 90 เหรียญ/บาร์เรล เป็นผลมาจาก เศรษฐกิจโลกที่ทยอยฟื้นตัว ทำให้ความต้องการน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ขณะที่ทางฝั่ง Supply ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ ของประเทศผู้ผลิตน้ำมันเป็นระยะๆ


โดยภายใต้การประเมินของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เราได้หยิบยกหนึ่งในกลุ่มที่ได้ผลบวกอย่างโรงกลั่น โดยเขาบอกว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านบวกโดยตรง คือกลุ่ม Energy โดยภาพรวมได้อัตรากำไรของธุรกิจต้นน้ำ และstock gain ของโรงกลั่นหนุน ซึ่งเพียงพอชดเชยผลกระทบ spread ปิโตรเคมีที่ลดลงได้หนุนประมาณการณ์กำไรจะเพิ่มขึ้น 3.2%


พร้อมกับให้คำแนะนำ กลุ่มโรงกลั่น ที่ได้ประโยชน์จาก stock gain โดยมี BCP ราคาเป้าหมาย 40 บาท เด่นสุดจากทั้ง stock gain , ธุรกิจ E&P ได้ประโยชน์จาก ASP ที่เพิ่มขึ้นชดเชย ธุรกิจการตลาดที่ค่าการตลาดถูกกระทบ โดยมี TOP ราคาเป้าหมาย 75 บาท เด่นรองลงมา


Wealthy Thai ได้รวบรวมหุ้นกลุ่มโรงกลั่นที่นักลงทุนถามถึงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP โดยหุ้นเหล่านี้จะมีความน่าสนใจแค่ไหน เรามาสำรวจปัจจัยพื้นฐานกันเลย



TOP ค่าการกลั่นจะเห็นการฟื้นตัว

เริ่มจาก TOP โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 67 บาท โดยคาดกำไรไตรมาส 4/64 จะฟื้นตัวแรงจากไตรมาสก่อน และเป็นจุดสูงสุดของปีหนุนจากการคลาย Lockdown ทำให้ Demand น้ำมันเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าการกลั่นที่พุ่งขึ้น ชดเชย Margin ของปิโตรเคมีและน้ำมันหล่อลื่นได้หมด


ทั้งนี้ระยะสั้นได้ Sentiment บวกจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น ขณะที่ค่าการกลั่นยังดี ทำให้โมเมนตั่มกำไรไตรมาส 1/65 คาดยังทรงในระดับสูง ขณะที่ Valuation ปัจจุบันยังเทรด PBV เพียง 0.85 เท่า


ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินมูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2565 เท่ากับ 63 บาท/หุ้น แนะนำ ซื้อ รับงบงวดไตรมาส 4/64 ที่สดใส และแนวโน้มกำไรปี 2565 และงวดไตรมาส 1/65 ที่น่าจะยังเติบโตต่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน โดยมีธุรกิจโรงกลั่นเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนกำไร


ฝ่ายวิจัยคาดธุรกิจโรงกลั่นจะขับเคลื่อนกําไรปี 2565 ให้เห็นการเติบโตอีก 25.9%จากปีก่อน ตามทิศทางค่าการกลั่นที่คาดจะเห็นการฟื้นตัวมาอยู่ในระดับ 4 เหรียญฯต่อบาร์เรล (ตามสมมติฐานที่กําหนดไว้) จาก 2 เหรียญฯต่อบาร์เรล ในปี 2564 ซึ่งเป็นไปตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ค่อยๆกลับเข้าสู่ภาวะปกติ การเดินทางที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจอะโรเมติกส์ (TPX) และธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น (TLB) คาดส่วนแบ่งกําไรรวมจะอยู่ราว 2 เหรียญฯต่อบาร์เรล ลดลงจากปี 2564 ถูกกดดันจาก supply ใหม่ที่เข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ และ supply น้ำมันหล่อลื่นที่เพิ่มขึ้นจากโรงกลั่นที่กลับมาเดินเครื่องเพิ่มขึ้น


สําหรับแนวโน้มกําไรจากการดําเนินงานปกติงวดไตรมาส 1/65 คาดจะเห็นการปรับตัวจากงวดไตรมาส 4/64 ตามค่าการกลั่นที่ยังอยู่ในช่วงฤดูกาล high season ส่งผลให้ spread ผลิตภัณฑ์โดยรวมยังขาขึ้น ขณะที่ธุรกิจอะโรเมติกส์และน้ํามันหล่อลื่นคาด spread อ่อนตัวลงมาแล้วในระดับหนึ่งในงวดไตรมาส 4/64 ซึ่งสะท้อน supply ที่เพิ่มขึ้นไปแล้ว  คาดการอ่อนตัวลงจากนี้น่าจะมีไม่มากนัก และคาดธุรกิจไฟฟ้าน่าจะเห็นการฟื้นตัวจากงวดไตรมาส 4/64 เพราะจะเริ่มกลับเข้าสู่ช่วงฤดูกาลอีกครั้งในช่วงฤดูร้อน ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะค่อยๆปรับตัวสูงขึ้น


อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแนวโน้มกําไรสุทธิงวดไตรมาส 1/65 นั้น หากราคาน้ำมันปิดดูไบยืนเหนือ 76 เหรียญฯต่อบาร์เรล ก็จะยังคงเห็นการบันทึกกําไรจากสต๊อกน้ำมัน แต่ฝ่ายวิจัยคาดการบันทึกกําไรจากสต๊อกน้ำมันจะทยอยลดลง เนื่องจากทิศทางราคาน้ำมันคาดจะมี upside จํากัด จากการทยอยปรับลดกําลังการผลิตของกลุ่มโอเปค ทําให้ supply ค่อยๆเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น แต่หากราคาน้ำมันดิบดูไบปิดต่ำกว่า 76 เหรียญฯต่อบาร์เรล ก็จะเป็นความเสี่ยงที่จะเผชิญกับการบันทึกกลับเป็นผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันเช่นกัน



BCP กำไรปกติในปี 64-66 โตสูง 45% CAGR

ถัดมา BCP นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คงมุมมอง BCP น่าสนใจ ราคาหุ้นยังคง laggard กลุ่ม (PBV 0.7 เท่า Vs. กลุ่ม 0.9-1.2 เท่า) แม้คาดกำไรปกติในปี 64-66 โตสูง 45% CAGR ไม่แพ้กลุ่ม (SPRC +40%/ TOP +55%) ธุรกิจโรงกลั่นได้ประโยชน์จาก middle distillate (Jet/GO) เด่น, มี recurring income จากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เติบโตต่อเนื่องหนุน และธุรกิจ E&P ที่มีแหล่งใหม่มาหนุน แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 40.00 บาท/หุ้น


โดยปรับกำไรปกติปี 64 ขึ้น 68% มาที่ 8,144 ล้านบาท (พลิกกำไรจากปีก่อน) จากปรับ stock gain, ค่าการกลั่น, กำไรของ OKEA เพิ่มเป็นหลัก ซึ่งมาจากราคาน้ำมันดิบ/ก๊าซฯที่สูงกว่าคาด จาก supply ตึงตัวมากกว่าคาด และ spread ปิโตรเลียมฟื้นเร็วกว่าคาด


ส่วนปี 65 ปรับเพิ่ม 12% มาที่ 3,430 ล้านบาท ลดลง 58%จากปีก่อน ปรับเพิ่มเพราะ ปรับค่าการกลั่นขึ้นตาม spread ปิโตรเลียมที่ฟื้นเร็วกว่าคาด และปรับกำไร OKEA ขึ้น ตามราคาก๊าซฯ และน้ำมันดิบ ทั้งนี้ปรับรูปแบบ OKEA จากรับรู้เป็นส่วนแบ่งกำไรฯ มาเป็นงบรวมด้วย


โดยคาดกำไรปกติปี 65 ราว 3,430 ล้านบาท ลดลง 58%จากปีก่อน ลดลงหลักๆ เพราะ ไม่มี stock gain ก้อนใหญ่ราว 6,481 ล้านบาท เหมือนปี 64แต่หากพิจารณาcore operation จะฟื้นจากปีก่อน เพราะ ธุรกิจโรงกลั่นที่ค่าการกลั่นฟื้นมาที่ 6.3 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 35%จากปีก่อน ได้ความต้องการใช้น้ำมันที่ฟื้นต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจการตลาดฟื้นจากไม่มี lockdown และธุรกิจไฟฟ้ามีกำลังการผลิตใหม่ในญี่ปุ่นหนุน



SPRC ล้างขาดทุนสะสมเกลี้ยง

SPRC นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) บอกว่า คาดกำไรไตรมาส 4/64 ที่ 1.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 71%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนจากค่าการกลั่นที่ดี อัตราการกลั่นเพิ่มเป็น 80% จากส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นและวันปิดซ่อมบำรุงที่น้อยลง คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 12 บาทต่อหุ้น รวมทั้งคาดกำไรไตรมาส  4/64 จะล้างขาดทุนสะสมได้ทั้งหมด และทำให้ SPRC กลับมาจ่ายปันผลได้อีกในครึ่งหลังปี 64 โดยคาดว่าในระดับ 0.20บาทต่อหุ้น


ด้านบริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 11.30 บาท โดยเกิดจากอุบัติเหตุการรั่วของน้ำมัน แต่ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวไปแล้ว ทั้งนี้เราคาดว่ากำไรบริษัทจะโตได้ดีในไตรมาส 4/64-1/65 จากราคาน้ำมันขาขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุน inventory gains


ส่วน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) บอกว่า คาดปี 65 กำไรของบริษัทจะสูงขึ้นเป็น 4.8 พันล้านบาท เติบโต20%จากปีก่อน YoY) หลัก ๆ จาก Crude intake ที่สูงขึ้นตามแนวโน้มอุปสงค์การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น และMarket GRM ที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง


โดยคาดว่า crack spread ที่ปรับตัวสูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะยืนแข็งแกร่งได้ต่อเนื่องในไตรมาส 1/65 จากอุปสงค์การใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจำกัดจากการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ Omicron ทั้งนี้ถ้า crack spread สามารถรักษาระดับที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะมี upside risk ต่อประมาณการกำไรปี 65



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”