พรีวิวงบไตรมาส 4/64 หุ้นค้าปลีก ผลงานกำลังฟื้น!!
ปีที่ผ่านมาหุ้นค้าปลีกได้รับแรงกดดันอย่างมากจากการระบาดของ Covid-19 ซึ่งกระทบกับยอดขายต่อสาขาโดยตรง แต่ไตรมาส 4/64 จะเริ่มเห็นแนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัวขึ้น และกลับมาเติบโตแข็งแกร่งในไตรมาส 1/65 จากปัจจัยต่างๆ ที่ผ่อนคลาย ช่วยสนับสนุนให้ยอดขายต่อสาขาขยายตัว ซึ่งวันนี้ Wealthy Thai ก็มีคาดการณ์กำไรของหุ้นกลุ่มค้าปลีก 6 ตัว ได้แก่ CPALL, CRC, GLOBAL, HMPRO, MAKRO และ BJC มาฝาก
โดยนักวิเคราะห์จากบล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า คาดกำไรปกติของหุ้นกลุ่มค้าปลีกในไตรมาส 4/64 จะเติบโต 4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเติบโตสูงถึง 268% จากไตรมาสก่อนหน้า จากแนวโน้มยอดขาย (SSS) จะกลับมาฟื้นตัว 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามการขยายสาขา และมาร์จิ้นที่กว้างขึ้นในเดือนม.ค. 2565 ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า SSS ของกลุ่มค้าปลีกจะเติบโตในอัตราเร็วขึ้นสู่ระดับมากกว่า 10% จากปัจจัยหนุน 1. ฐานที่ต่ำในปีก่อนจากการระบาดของ Covid-19 ระลอกสอง และผลกระทบที่มีจำกัดจากการระบาดของ Covid-19 สายพันธ์ Omicron ในปีนี้เพราะอัตราการฉีดวัคซีนสูงขึ้น, 2. การปรับราคาผลิตภัณฑ์จากอัตราเงินเฟ้อ, 3. ผลกระทบของปีปฏิทินในเชิงบวกจากเทศกาลตรุษจีนที่มาถึงเร็วขึ้น (ต้นเดือนก.พ. 2565 เทียบกับกลางเดือนก.พ. 2564 โดยหลักๆ ส่งผลบวกต่อกลุ่มสินค้าจำเป็น และ 4. มาตรการลดหย่อนภาษีช้อปปิ้ง โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 15 ก.พ. 2565 (หลักๆ ส่งผลบวกต่อสินค้าฟุ่มเฟือย) ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์จึงคาดว่ากำไรไตรมาส 4/64 ของกลุ่มค้าปลีกจะฟื้นตัวดีขึ้น และกำไรไตรมาส 1/65 จะเติบโตแข็งแกร่ง และเป็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้น โดยเลือก CPALL และ CRC เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มฯ
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นรายตัว CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 ที่ 1.02 หมื่นลบ. เพิ่มขึ้น 185% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 582% จากไตรมาสก่อนหน้า หลักๆ ได้แรงหนุนจากรายการพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวน 7.5 พันลบ. เป็นกำไรจากหุ้นใหม่ของ MAKRO หลังทำ EBT เสร็จสิ้น (ยกเว้นภาษี ) จำนวน 6.5 พันลบ. บวกกับกำไรจากการขายเงินลงทุน (หลังภาษี) จำนวน 1.1 พันลบ. ลบด้วยค่าใช้จ่ายในการไฟแนนซ์หนี้จากดีล Lotus's (อิงกับสัดส่วนการถือหุ้นของ CPALL) ก่อน EBTเสร็จสิ้น จำนวน 170 ลบ.
ส่วน CRC หรือ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คาดกำไรปกติไตรมาส 4/64 ที่ 2.3 พันลบ. เพิ่มขึ้น 173% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และฟื้นตัวจากขาดทุนปกติ 2.1 พันลบ. ในไตรมาสก่อนหน้า โดยได้ปัจจัยหนุนจาก SSS ที่เติบโต, รายได้ค่าเช่าที่ปรับตัวดีขึ้นหลังจากผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ อัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น 120bps จากช่วงเดียวกันปีก่อน ฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับประมาณการกำไรปกติปี 2564 ของ CRC เพิ่มขึ้นสู่ 318 ลบ. จากติดลบ 1.8 พันลบ. ในปี 2564 และเป็น 4.8 พันลบ. จาก 3.2 พันลบ. ในปี 2565 รวมถึงปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2565 เป็น 43 บาท จากเดิมอยู่ที่ 41 บาท
GLOBAL หรือ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) คาดกำไรปกติไตรมาส 4/64 ที่ 687 ลบ. เพิ่มขึ้น 96% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับการสนับสนุนจาก SSS ที่เติบโตราว 14 จากช่วงเดียวกันปีก่อน, อัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น 220bps จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากฐานต่ำของปีก่อนอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีเกี่ยวกับรายได้ rebate และการควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A ส่งผลให้ยอดขายได้ดีขึ้น
HMPRO หรือ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรปกติไตรมาส 4/64 จะอยู่ที่ 1.6 พันลบ. เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 89% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยกำไรปกติที่ปรับเพิ่มขึ้นมาจาก SSS ที่เติบโต 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน, อัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น 30bps จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ rebate ที่เพิ่มขึ้นตามยอดขายที่แข็งแกร่งมากขึ้น และสัดส่วนการขายที่ดีขึ้นเพราะยอดขายสินค้า private brand สูงขึ้น, การควบคมค่าใช้จ่าย SG&A ทำให้ยอดขายได้ดีขึ้น ขณะที่คาดว่ารายได้ค่าเช่าและรายได้อื่นจะอยู่ในระดับทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดจากไตรมาสก่อนหน้า หลังจากผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์
MAKRO หรือ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) คาดว่าไตรมาส 4/64 กำไรปกติจะอยู่ที่ 2.09 พันลบ. ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 33% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยกำไรปกติที่ลดลงเล็กน้อยเกิดจากธุรกิจ B2C ที่อ่อนตัวลงเล็กน้อยจากธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจให้เช่า ซึ่งจะไปหักล้างกับธุรกิจ B2B ที่ดีขึ้นเล็กน้อยจากยอดขายปลีกที่แข็งแกร่งขึ้น ขณะที่กำไรปกติที่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 3/64 ได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจ B2B ที่ดีขึ้นตามฤดูกาล และธุรกิจ B2C ที่แข็งแกร่งขึ้นเพราะรายได้ค่าเช่าปรับตัวดีขึ้นหลังคลายล็อกดาวน์
และสุดท้าย BJC หรือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรปกติไตรมาส 4/64 อยู่ที่ 1.0 พันลบ. ลดลง 26% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 189% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยกำไรปกติที่ลดลงจากไตรมาส 4/63 จะถูก
ฉุดรั้งโดยอัตรากำไรขั้นต้นที่แคบลง จากกลุ่มธุรกิจสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ (MSC) และรายได้ค่าเช่าและรายได้อื่นที่ลดลงเล็กน้อย ซึ่งจะไปหักล้างยอดขายที่เติบโต 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากยอดขายจากกลุ่มธุรกิจ non-MSC ที่เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับสูง และยอดขายจากกลุ่มธุรกิจ MSC ที่เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำ เมื่อพิจารณาจาก SSS ที่อยู่ในระดับทรงตัว และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง กำไรปกติที่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส จะได้รับการสนับสนุนจากยอดขายที่ดีขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นที่กว้างขึ้น และรายได้ค่าเช่า รวมถึงรายได้อื่นที่ฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์

