PEACE เปิดเทรดวันแรกบวก 38.19% กำเงิน 330 ลบ. ลุยซื้อที่ดินสร้างการเติบโตต่อเนื่อง
เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เรียบร้อยแล้วสำหรับหุ้นอสังหาฯ ไซส์เล็กแต่ผลงานน่าจับตามองอย่าง PEACE หรือ บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) โดยเปิดเทรดที่ราคา 5.50 บาท เพิ่มขึ้น 38.19% จากราคาไอพีโอที่ 3.98 บาท ด้านนายประสพศักดิ์ ศิริโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้เกิดจากการสนับสนุนของนักลงทุนที่เชื่อมั่นในหุ้น PEACE โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนประมาณ 330 ล้านบาท บริษัทจะใช้เป็นเงินลงทุนซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
สำหรับการเติบโตในปี 2565 บริษัทคาดว่าจะเติบโตไม่น้อยกว่าปี 2564 จากการเปิดตัวโครงการใหม่และทยอยรับรู้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ราว 600 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทยังมีสต๊อกพร้อมขายประมาณ 1,500-1,600 ล้านบาท น่าจะช่วยสนับสนุนให้รายได้ปีนี้เติบโตตามแผนที่วางไว้
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายปี 2567 รายได้จะเติบโตเป็น 2 เท่าจากปี 2564 และเติบโตเป็น 3 เท่า ในปี 2569 จากศักยภาพของทีมงานและบุคลากรของบริษัท ทั้งในปัจจุบันและแผนธุรกิจที่จะเพิ่มในอนาคต โดยคำนวณถึงมูลค่าบ้านคงเหลือขายสำหรับโครงการในปัจจุบัน และมูลค่าบ้านที่จะเปิดจำหน่ายเพิ่มเติมสำหรับโครงการในอนาคตที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ประกอบกับแผนการจัดซื้อที่ดินใหม่เพื่อพัฒนาโครงการใหม่ในอนาคต พร้อมกันนี้บริษัทมีเป้าหมายในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้อยู่ที่ระดับร้อยละ 35 - 40 เช่นเดียวกับช่วงเวลา 10 ปี ที่ผ่านมาด้วย
ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการใหม่ 3 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 3,045 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการ Cherene กรุงเทพกรีฑา – ร่มเกล้า มูลค่าโครงการประมาณ 648 ล้านบาท คาดเปิดตัวในไตรมาส 3/65, 2.โครงการ CHEREA VICINITY ราชพฤกษ์ – เจษฎาบดินทร์ มูลค่าโครงการประมาณ 1,845 ล้านบาท คาดเปิดตัวไตรมาส 1/66 และ 3.โครงการ Cher ราชพฤกษ์ - พระราม 5 เป็นทาวน์โฮม 2 – 3 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 552 ล้านบาท ปัจจุบันได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและวางมัดจำค่าซื้อที่ดินแล้ว คาดจะเปิดตัวราวไตรมาส 3/66
“แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2565 คาดจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากปีก่อน ผู้ประกอบการเริ่มเปิดตัวโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะโครงการแนวราบเพื่อดึงดูดผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และนักลงทุนที่มีกำลังซื้อพร้อม ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบมากถึง 60% จากอดีตที่มีสัดส่วนเพียง 40% เชื่อว่าเทรนด์นี้ยังอยู่อีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะโครงการแนวราบในพื้นที่รอยต่อเมือง เพราะรถไฟฟ้ามีการขยายตัวไปรอบนอกมากขึ้น ทำให้มีส่วนแบ่งตลาดจากเรียลดีมานด์ที่มากขึ้น นอกจากนี้ มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐยังเป็นตัวช่วยสำคัญ และเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยกระตุ้นให้ตลาดอสังหาฯ กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง” นายประสพศักดิ์ กล่าว
