คัด 12 หุ้นเด่น – งบสวย หาจังหวะเก็บ หวังผลเอาชนะตลาด
ตลาดหุ้นมีแรงกดดันจากหลายปัจจัยรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับ ยูเครน, ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับจีน, รวมไปถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วจากปัญหาเงินเฟ้อ ดังนั้นนับจากนี้เราจะเทรดกันอย่างไร ให้เงินในกระเป๋าปลอดภัยที่สุด Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว
ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของ SET INDEX ในช่วงประกาศผลประกอบการ โดยเฉพาะโค้งสุดท้ายของแต่ละไตรมาสจะแกว่งตัวออกด้านข้างด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ค่อนข้างทรงตัว ขณะที่การไหลเข้าของกระแสเงินทุนต่างชาติไม่มีทิศทางที่ชัดเจนเช่นกัน ในเชิงของกลยุทธ์การลงทุน จึงต้องเน้นทำ Sector และ Stock Selection เพื่อมุ่งหวังผลในการเอาชนะตลาดในช่วงสั้น สะท้อนจากมุมมองของนกวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ออกมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจ
โดยมีใจความสำคัญว่า ถ้าไม่มีปัจจัยที่มีน้ำหนักมากพอในการผักดันทิศทางดัชนีให้ปรับตัวขึ้นหรือลงแรงๆ การ เคลื่อนไหวของ SET INDEX ในช่วงประกาศผลประกอบการ โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้ายของแต่ละไตรมาสจะแกว่งตัวออกด้านข้างด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ค่อนข้างทรงตัว ขณะที่การไหลเข้าของกระแสเงินทุนต่างชาติไม่มีทิศทางที่ชัดเจนเช่นกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยเชิงมหภาคในช่วงเวลานั้น ๆ
ทั้งนี้ในเชิงของกลยุทธ์การลงทุนจึงต้องเน้นทำ Sectorและ Stock Selection เพื่อมุ่งหวังผลในการเอาชนะตลาดในช่วงสั้นๆ ซึ่งจากการวิเคราะห์เชิงปริมาณ บริษัทที่ประกาศผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด มักจะเปิดกระโดดในวันรุ่งขึ้นหลังประกาศผลประกอบการประมาณ 3-5% และด้วยความกังวลของนักลงทุนต่อปัจจัยภายนอกบวกกับภายในที่มีอยู่หลายประเด็น เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด, ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับ ยูเครน, ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับจีน, รวมไปถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศ พัฒนาแล้วจากปัญหาเงินเฟ้อ
ทำให้ความคาดหวังต่อผลประกอบการไตรมาส 4/64 อยู่ในระดับที่ไม่สูง เมื่อผนวกกับปัจจัยด้านเงินปันผลที่ช่วยจำกัด Downside หากผลประกอบการออกมาเท่ากับหรือต่ำกว่าคาด ทำให้ประเมินว่าแรงขายในลักษณะ Sell on fact ไม่รุนแรง ซึ่งนั่น จะยิ่งช่วยเพิ่มแต้มต่อสำหรับการดักเก็งกำไรผลประกอบการรอบนี้ด้วยเช่นกัน
สำหรับภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 4/64 ที่นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของฝ่ายวิจัยทำการ Preview แล้ว 91 บริษัท (หักที่ประกาศงบไปแล้วจะเหลือ 75 บริษัท) คิดเป็น 54% ของ Market Cap. ทั้งตลาด คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 ที่ 1.73 แสนล้านบาท เติบโต 27%จากไตรมาสก่อน และเติบโต 33%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยส่วนใหญ่ จะโตจากไตรมาสก่อน เพราะว่า การคลายมาตรการคุม COVID-19 แต่เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ยังมีชะลอตัวอยู่บ้าง เพราะผลลบจาก COVID-19, ค่าขนส่งแพง, และ Supply chain บางอุตสาหกรรมมีปัญหา ถ้าดูเป็นรายกลุ่ม กลุ่มที่คาดกำไรสุทธิโตทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ อสังหาริมทรัพย์, นิคม อุตสาหกรรม, ค้าปลีก, โรงกลั่น, เครื่องดื่ม, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, โลจิสติกส์, เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่คาดกำไรชะลอ จากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ ท่องเที่ยว, ยานยนต์, และโรงไฟฟ้า SPP
อย่างไรก็ตามการเก็งกำไรผลประกอบการรอบนี้ ที่เป็นช่วงปลายตลาดขาขึ้น นอกจากจะคัดเลือกตามเกณฑ์ผลประกอบการที่กำไรสุทธิต้องโตทั้งเมื่อเทียบไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือโตสูงจากไตรมาสก่อน และชะลอ เล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้ว จึงจำเป็นต้องพิจารณาเกณฑ์อื่นประกอบในการวิเคราะห์ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบัน ที่ความผันผวนเร่งตัวขึ้นอย่างมากด้วย
จึงเพิ่มเงื่อนไขด้าน 1.แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 1/65 ที่ต้องโตต่อเนื่องอย่างน้อยเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า 2.เงินปันผลครึ่งหลังปี 64 หรือทั้งปี 2564 มากกว่า 2% 3.มีความยืดหยุ่นต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ 4.และ Valuation ที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของตัวเองในอดีตและตลาด
โดยหุ้นขนาดใหญ่ที่ฝ่ายวิจัยประเมินว่าจะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลทะลักเข้ามาในช่วงนี้คือ PTT, BCP, BANPU, CPALL, MAKRO, OSP, WHA, ORI, SPALI ส่วนหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่กำลังเข้าสู่โหมด Turnaround ทั้งผลประกอบการและกราฟทางเทคนิคคือ AJ, UBE, SABINA
สำรวจพื้นฐานรายตัว
AJ แนวโน้มไตรมาส 1/65 คาด Spread จะทรงตัวในระดับสูง ต่อเนื่อง จากมาตรการคุม COVID สายพันธุ์ Omicron ส่งผลให้เกิดภาระอุปทานตึงตัวไปอีกระยะ ทั้งนี้แนวในมกำไรปี 2565 คาดเติบโต 7%จากปีก่อน เป็น 632 ล้านบาท ขณะที่ Upside ในระยะยาว คือโครงการ JV กับ SCC ในเวียดนามที่คาดว่าจะเริ่มสร้างกำไรได้บางส่วนในครึ่งหลังปี 65 และรับรู้ต็มปีในปี 2566
BANPU ผลประกอบการปี 2565 จะเป็นระดับสูงสุดรอบ 10 ปี และโมเมนตัมงบไตรมาส 1/65 เติบโตดีจากราคาถ่านหิน และ กำไรพิเศษ จากการขายหุ้น Sunseap รวมทั้งผลตอบแทนเงินปันผลปี 2565 สูง 8.5% ต่อปี (คาดครึ่งหลังปี 64 ที่ 0.5 บาทหุ้น Yield 4.4%)
BCP ได้แรงหนนุจากทิศทางงบไตรมาส 4/64 จะออกมาดี Valuation ไม่แพง, มีเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 64 สูง, เป็นบริษัทพลังงานในประเทศที่มี Rating ESG สูงสุด
CPALL ยอดขายสาขาเดิมในช่วงไตรมาส 4/64 เริ่มฟื้นตัว พลิกเป็นบวก 1-2% หลังจากในไตรมาส 3/64 ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และคาดดีต่อเนื่องไปยังไตรมาส 1/65 ที่ไห้ประโยชน์จาก ช็อปดีมีคืน ระหว่างวันที่ 1 ม.ค- 15 ก.พ. ขณะที่ในอนาคตจะเห็นมาตรการภาครัฐอื่นๆที่ช่วยหนุน นอกจากนี้การพื้นตัวและเติบโตของธุรกิจของ MAKRO และ LOTUS ยังคงเป็นโอกาสที่ดีต่อการฟื้นตัวของผลประกอบการในอนาคต
MAKRO ไตรมาส 1/65 มีแนวโน้มเติบโตทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากการฟื้นตัวของภาคบริโภคในประเทศหลังสถานการณ์ COVID -19 คลายตัวลง ขณะที่การรวมงบการเงินของ LOTUS ในปี 2565 คาดส่งผลให้กำไรเติบโต 93%จากปีก่อน เป็น 1.26 หมื่นล้านบาท
ORI การเติบโตในระยะยาวจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และ การเดินหน้าปลดล็อกมูลค่า Asset Value ต่อเนื่องจากการเตรียมนำบริษัทลูกเข้า IPO ได้แก่ Primo และ One Origin ในช่วงปลายปี 2565 ถึงต้นปี 2566 นอกจากนั้น การร่วมทุนกับโตคิวแลนด์ เพื่อพัฒนาโครงการวัน ออริจิ้น สนามเป้า สะท้อนถึงความโดดเด่นของพันธมิตรที่แข็งแกร่ง
OSP ผลประกอบการปี 2565 ฟื้นตัวจากปีก่อนแบบ V-Shape ในทุกธุรกิจ และคาดรายได้จะเติบโตสูงพร้อมกับ GPM จากเมียนมาร์ที่กลับมาช่วยหนุน GPM ทั้งกลุ่มปรับขึ้นได้อีกครั้ง นอกจากนี้ใด้แรงหนุนจากการทยอยปรับขึ้นราคาขายส่งในประเทศขึ้นในเดือน ก.พ. และการออกขายสินค้าเดิมเพิ่มวิตามิน และปรับราคาขายขึ้น 20%
PTT ปัจจัยหนุนหลัก คือ มาตรการกระตุ้น EV Car จากภาครัฐฯ ที่คาดจะเข้า ครม.ในเดือน ก.พ. สะท้อนถึงการสนับสนุนธุรกิจ EV Car ในระยะยาวของประเทศ ซึ่งจะเป็นธุรกิจถัดไปที่เป็น Growth Driver ของกลุ่ม PTT
SABINA ปี 2565 จะได้รับอานิสงค์จาก SG&A ที่ลดลง หลังควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด โดยคาดกำไรปี 2565 เติบโต 39%จากปีก่อน เป็น 400 ล้านบาท และกำไรรายไตรมาสจะเติบโตทุกไตรมาสเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ราคาหุ้นซื้อ ขายที่ PER2565 ต่ำเพียง 18.5 เท่า
SPALI แนวโน้มผลประกอบการปี 2565 ยังแข็งแกร่งหนุนด้วย Backlog รอรับรู้เป็นรายได้ที่สูงถึง 1.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น Secured Revenue จากประมาณการรายได้ ทั้งปี 2565 ของฝ่ายวิจัยแล้วกว่า 56% คาดการณ์เงินปันผลงวดครึ่งหลัง 64 ของที่ 0.60 บาท
UBE ได้ประโยชน์จากแนวโน้มเทรนด์ด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคที่แพ้สารกลูเตนในข้าวสาลี รวมทั้งแนวโน้มราคาแป้งข้าวสาสีคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในยูเครน ส่งผลบวกต่อ UBE ที่เป็นเจ้าของแบรนด์ Tasuko แป้งมันสำปะหลังที่ปราศจากกลูเตน ทั้งนี้แนวโนมทำไรปี 2565 คาดกำไรเติบโตสูง 47%จากปีก่อน เป็น 471 ล้านบาท ราคาหุ้นซื้อ ขายที่ PER2565 ระดับ 19.8 เท่า
WHA แนวโน้มปี 2565 คาดกำไรเติบโต 26%จากปีก่อน เป็น 3.4 พันล้านบาท รับผลบวกจากการเปิดประเทศ, การย้ายฐานการผลิตจากจีน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนจากภาครัฐ ราคาหุ้นซื้อขายที่ PER2565 ระดับ 14.7 เท่าเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 17.6 เท่า

