BEAUTY มั่นใจปีนี้พลิกกำไร ลุยล้างขาดทุนสะสมต่อเนื่อง ย้ำ นพ.สุวิน ยังมีส่วนร่วมในบริษัท
ถือเป็นปีที่น่าจับตามองสำหรับ BEAUTY หนึ่งในกลุ่มหุ้นนางฟ้า เพราะบริษัทตั้งเป้าหมายจะเทิร์นอะราวด์ และมีรายได้เติบโตถึง 65% รวมถึงรักษาอัตรากำไรสุทธิ 10% ด้วย 3 กลยุทธ์หลักที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมเดินหน้าล้างขาดทุนสะสมต่อเนื่อง ด้าน “นพ.สุวิน ไกรภูเบศ” แม้จะขยับขึ้นไปนั่งแท่นประธานกรรมการ แต่ยืนยันยังมีส่วนร่วมในบริษัท
ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ BEAUTY กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในปี 2565 ว่า ปีนี้บริษัทวางเป้าหมายผลประกอบการกลับมามีกำไร มีฐานะการเงิน กระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง คาดว่ารายได้ปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 65% หรืออยู่ที่ประมาณ 680 ล้านบาท และรักษาอัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 10% โดยสัดส่วนรายได้แบ่งตามช่องทางการจัดจำหน่าย ประกอบด้วย ช่องทางต่างประเทศ 37% ช่องทางค้าปลีก (Retail) 27% ช่องทางค้าส่ง (Trading) 24 % และช่องทาง E-Commerce 12%
โดยผลประกอบการที่จะกลับมามีกำไรเกิดจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ซึ่งปีนี้บริษัทจะใช้ 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ (Re Model) 2. ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ (Refresh Branding) 3.ปรับโครงสร้างบริหารจัดการ เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ (Re Structuring)
สำหรับการ Re Model บริษัทได้เพิ่มช่องทางจำหน่ายหลักจากร้าน BEAUTY BUFFET เป็นการขยายสินค้าออกสู่ตลาดแมส ( Mass Market ) ผ่านตัวแทนจำหน่าย 13 รายใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งจะเน้นการขยายจุดจำหน่ายสู่ร้าน General Trade ทั้งรูปแบบวางจำหน่ายสินค้าในร้านค้าและ Store in Store ทุกพื้นที่ทั่วประเทศรวม 8,600 แห่ง รวมถึงกระจายสินค้าเข้าสู่ร้าน Modern Trade รวม 6,000 แห่ง และเพิ่มสินค้าใหม่ในจุดจำหน่ายเดิม ขณะที่ BEAUTY BUFFET SHOP จะปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย เป็น Professional ด้านผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันบริษัททยอยปรับปรุงสาขาไปแล้ว 3 แห่ง คาดว่าจะปรับปรุงสาขาครบทั้ง 50 แห่งภายในไตรมาส 2/65
ส่วนช่องทาง E-Commerce จะเพิ่มความสามารถการนำเสนอสินค้ากับกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น พัฒนาระบบบริหารจัดการสินค้าให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งเพิ่มแพลตฟอร์มการเข้าถึงสินค้าให้มีความหลากหลายทั้งเว็บไซต์ของบริษัท, Market Place ชั้นนำ, Social Media ที่มีศักยภาพ
ขณะที่ช่องทางตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าวางจำหน่ายใน 13 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน อินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม พม่า ลาว มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ อินเดีย ญี่ปุ่น ในปีนี้จะเน้นกระจายสินค้าเข้าสู่พื้นที่ต่างๆของแต่ละประเทศ และทำการตลาดให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักในวงกว้างร่วมกับตัวแทนจำหน่ายมากขึ้น ขณะที่โมเดลการขายแบบ Product License ในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของ BEAUTY ปัจจุบันมีสินค้าทั้งสกินแคร์และเมคอัพ ที่ตัวแทนนำไปผลิตและจำหน่ายรวม 12 รายการ คาดว่าปีนี้มีโอกาสเติบโตมากขึ้น เนื่องจากสามารถออกสินค้าได้รวดเร็ว ลดขั้นตอน ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า-ส่งออก และตรงความต้องการของกลุ่มลูกค้า บริษัทมีแผนขยายตัวแทนจำหน่ายและจำนวนรายการสินค้าที่ให้ License เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน
“จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ยังเป็นประเทศที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มประเทศเซาท์อีสเอเชีย เวียดนามยังมีการเติบโตดี ส่วนพม่าชะลอตัวจากปัญหาด้านการเมืองและ Covid-19 ส่วนอินโดนีเซียก็ชะลอตัวจาก Covid-19 เช่นกัน ซึ่งบริษัทกำลังพัฒนาสินค้าต่อเนื่อง เพื่อบุกอินโดนีเซียและอินเดีย โดยมองภาพรวมทั้ง 13 ประเทศ ยังขยายตัวได้ เชื่อกลางปีนี้เป็นต้นไป การเดินทางระหว่างประเทศสะดวกมากขึ้น บริษัทจะเดินหน้าเจรจากับ จีน ฮ่องกง และไต้หวัน เพื่อผลิตสินค้า License จำนวน 8 SKU และในไตรมาส 1/65 บริษัทจะมีตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ในซาอุดิอาระเบียเข้ามาสนับสนุน”
นอกจากนี้ BEAUTY ยังมีการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน การบริหาร (Re Structuring) ครั้งใหญ่ ลดขนาดองค์กรให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ และสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้บริษัทสามารถลดต้นทุนการผลิต การขาย และค่าใช้จ่ายในการบริหารได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในปี 2564 บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างดี โดยต้นทุนการดำเนินงานลดลงถึง 69% จากปี 2563 ซึ่งปีนี้ต้นทุนอาจปรับขึ้นเล็กน้อยจากการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดและการปรับรูปแบบธุรกิจ แต่บริษัทมองว่าต้นทุนที่สามารถบริหารจัดการได้ดีในช่วงที่ผ่านมา จะช่วยสนับสนุนให้ผลประกอบการเติบโตได้ตามเป้าหมาย
ด้านลงทุนในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 15 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงสาขาประมาณ 11 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะใช้ในการพัฒนาระบบภายในเพื่อลดค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการดำเนินงานในอนาคต โดยแหล่งเงินทุนมาจากกระแสเงินสดของบริษัท ซึ่งปัจจุบันยังมีเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ
“ปี 2564 จะเป็นแห่งการวางรากฐานเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่งคงและยั่งยืนในอนาคต บริษัทมั่นใจว่าปีนี้จะเริ่มเห็นกำไรอย่างแน่นอน ส่วนขาดทุนสะสม บริษัทประเมินว่าปีนี้อาจไม่สามารถล้างขาดทุนสะสมได้ทั้งหมด แต่น่าจะปรับลดลงอย่างมาก โดยหวังว่าภายใน 3-5 ปี ผลประกอบการจะสามารถกลับไปเติบโตเท่าปี 2560 ที่มีรายได้ 3,735 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,229 ล้านบาท”
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เพิ่มทีมบริหารใหม่ 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจค้าปลีก และการบริหารจัดการตัวแทนจำหน่าย เข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่ง พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อขยายตลาดตาม Business Model ใหม่ต่อไป ขณะที่ นพ.สุวิน ไกรภูเบศ แม้จะขยับขึ้นไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท แต่ยังคงมีส่วนในการบริหารจัดการภาพรวมของบริษัทอย่างต่อเนื่อง
