เงินทุนต่างชาติจะเป็นพระเอก ดัน SET Index ทำจุดนิวไฮในปีนี้ได้หรือไม่ ?
ในครั้งที่แล้ว Wealthy Thai ได้มีการนำเสนอบทความที่ว่า “SET index อยู่ห่างAll time High เท่าไหร่ หุ้นกลุ่มไหนที่จะพาเรากลับไปในจุดนั้น” กันไปแล้วซึ่งสามารถดูเนื้อหาบทความย้อนหลังได้ที่ www.wealthythai.com ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการนำเสนอข้อมูลต่อจากครั้งก่อนที่เกริ่นไว้ว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะไปที่จุดสูงสุดครั้งก่อนที่ทำได้ระดับ 1,852 จุดนั้นปัจจัยหนุนหลักๆจะต้องมาจากกระแสเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติที่เป็นตัวช่วยในการผลักดัน
ดังนั้นเราจะพานักลงทุนไปค้นหาคำตอบกันว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติจะใส่เงินลงทุนเข้ามายังตลาดหุ้นไทย ซึ่งเสน่ห์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้มากน้อยแค่ไหน และสถิติในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันกระแสเม็ดเงินลงทุนต่างชาติมีสถานะเป็นซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยอยู่มากน้อยเพียงใด และในช่วงที่เหลือของปีถัดจากนี้ไปจะมีเงินต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอีกเท่าไหร่ Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
โดยกลไกของการขับเคลื่อนดัชนีตลาดหุ้นนั้นมีบัญชีการซื้อขายของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยอยู่ทั้งหมด 4 ประเภท ประกอบไปด้วยนักลงทุนประเภทสถาบันในประเทศ (กองทุน) นักลงทุนบัญชีหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) นักลงทุนต่างประเทศ (ต่างชาติ) และนักลงทุนทั่วไป (รายย่อย) ซึ่งนักลงทุนทั้ง 4 ประเภทล้วนแล้วแต่มีความสำคัญในการช่วยผลักดันดัชนีไม่ต่างกัน แต่ที่สำคัญเลยคือกระแสเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่พอจะมีน้ำหนักอยู่ไม่น้อยในการขับเคลื่อนดัชนี
ทั้งนี้หากมองภาพรวมของมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.จนถึงวันที่ 17 ก.พ.65 บัญชีของนักลงทุนต่างประเทศ มียอดการซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยไปแล้วกว่า 70,894 ล้านบาท โดยถือว่ามีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 2.45% จากที่ระดับดัชนี 1,670 วิ่งไปแตะ 1,711 จุด ถึงแม้ว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวตลาดหุ้นไทยปรับลดลงไปต่ำสุดที่ 1,634 จุด ซึ่งเงินต่างชาติก็ถือว่ามีส่วนให้ดัชนีไต่ระดับกลับมาได้
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปในระดับดังกล่าวนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสเม็ดเงินต่างชาติ ทั้งนี้ ถ้าถามว่าตลาดหุ้นไทยมีเสน่ห์มากพอแค่ไหน ที่จะเรียกเม็ดเงินต่างชาติให้ไหลตลาดหุ้นไทยได้อีก โดยนายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ให้คำตอบว่าคือ ประเด็นของ Earning Yield Gap และสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของต่างชาติยังต่ำ จะเป็นตัวช่วยเรียกดึงดูดเงินต่างชาติได้
หากมองที่ประเด็นของ Earning Yield Gap ในเชิงเปรียบเทียบ ถ้าเทรนด์ดอกเบี้ยสหรัฐที่เป็นขาขึ้น ซึ่งในเชิงกลไกจะทำให้ Earning Yield Gap อยู่ในระดับที่มีส่วนต่างผลตอบแทนในระดับต่ำ ขณะที่ไทยอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังทรงตัวในระดับต่ำที่ 0.50% ประเด็นที่น่าสนใจอีกมุมคือสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอยู่แค่เพียง 21% ต่ำกว่าในอดีตที่อยู่ในระดับกว่า 30% ดังนั้นทำให้ในมุมผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยดีกว่าตลาดหุ้นอื่น จึงเป็นภาพที่กระแสเม็ดต่างชาติจะไหลเข้าหุ้นไทย
โดยก่อนหน้านี้ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กระแสเม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 1/65 อีกประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งหากดูจากสถิติตั้งแต่ในเดือนส.ค.ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อขายสุทธิสะสมกว่า 70,000 ล้านบาท และในช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงช่วงต้นเดือนก.พ.มียอดซื้อสะสมนักลงทุนต่างชาติแล้วเกือบ4 หมื่นล้านบาท ดังนั้นทำให้มองว่ามีโอกาสที่จะมีเงินทุนต่างชาติส่วนที่เหลือมาอีก 30,000 ล้านบาท

