ผ่าเกมรุก STA-STGT กลางแรงกดดันราคาถุงมือยางที่ปรับลดลง
2 หุ้นแม่ลูกอย่าง STA และ STGT ที่ล่าสุดรายงานผลประกอบการปี 2564 ออกมาอย่างโดดเด่น ท่ามกลาง COVID-19 ที่เขย่าโลก ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลดีต่อความต้องการใช้ถุงมือยางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้นเราจะพานักลงทุนมาหาคำตอบไปด้วยกันว่าในปี 2565 ทั้ง 2 หุ้นดังกล่าวจะยังมีความน่าสนใจหรือไม่ แม้ปัญหา COVID-19 หลายๆประเทศเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย แต่สวนทางกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้หากย้อนกลับไปสำรวจภาพรวมปี 2564 เริ่มจาก STA โดยนายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการบริหาร เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2564 ถือเป็นปีแห่งการเติบโตที่โดดเด่น โดยบริษัทมีรายได้จากการขายและให้บริการรวมทั้งสิ้น 118,275.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.7% จากปีก่อน นับเป็นรายได้สูงสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และกำไรสุทธิอยู่ที่ 15,846.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% จากปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท นอกจากนี้ยังสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้น (ธุรกิจยางธรรมชาติ) เกินกว่า 12% อย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส ซึ่งนับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยางของประเทศ
ขณะที่ปี 2565 วางเป้าหมายปริมาณการขายยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นเป็น 1.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 20% จากปีที่ผ่านมา ปัจจัยมาจากการขยายตลาดในไทยและต่างประเทศ ภาพรวมอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในตลาดโลกที่อยู่ในวัฏจักรขาขึ้น รวมถึงบริษัทจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบทุกไตรมาส จากการขยายกำลังการผลิตยางแท่งที่โรงงานจ.พิษณุโลก จ.บึงกาฬ จ.สกลนคร และจ.ตรัง จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกกว่า 2.9 แสนตัน และการขยายกำลังการผลิตน้ำยางข้นที่โรงงานบึงกาฬ นราธิวาส สุราษฎร์ธานี (อำเภอกาญจนดิษฐ์) จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1.8 แสนตันต่อปี
นอกจากนี้ราคาขายเฉลี่ยยางแท่ง TSR20 ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าของประเทศสิงคโปร์ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี และคาดว่าราคาเฉลี่ยทั้งปีจะไม่ต่ำกว่า 171 เซนต์ต่อกิโลกรัม จากราคาเฉลี่ยของปีก่อนที่ 167 เซนต์ต่อกิโลกรัม
ส่วนความคืบหน้าการรุกเข้าสู่ธุรกิจเพาะปลูกกัญชงในระดับต้นน้ำ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเพาะปลูกกัญชงที่ดินของบริษัทในพื้นที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ซึ่งได้รับการทดสอบแล้วว่าไม่มีสารปนเปื้อนที่เป็นโลหะหนัก เพื่อจำหน่ายเมล็ด ใบ และรากกัญชงทั้งหมดที่มาจากการเพาะปลูกแก่ลูกค้าที่มีคำสั่งซื้อหรือทำสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตล็อตแรกจากแปลงทดลองในเดือนเมษายนนี้
STA ยางธรรมชาติยังขาขึ้น
มุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ระยะสั้น คาดกำไรไตรมาส 1/65 ยังไม่สดใส ยังอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อน เพราะ 1.คาดราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยยังลดลงต่อราว 18%จากไตรมาสก่อน เป็น 26 เหรียญสหรัฐต่อ 1,000 ชิ้น ภายหลังผู้ประกอบการเร่งขยายกำลังการผลิต ทำให้ Supply เพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้การแข่งขันสูงขึ้น 2. ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น และ 3. แม้ราคาขายยางธรรมชาติยังอยู่ในระดับสูง แต่ปริมาณขายน่าจะทรงตัวจากไตรมาสก่อน เพราะกำลังการผลิตยางแท่งถูกใช้เต็ม
อย่างไรก็ตาม บริษัทให้ภาพว่าราคาขายถุงมือยางใกล้เข้าสู่จุดสมดุลแล้ว เนื่องจากความต้องการถุงมือยางทั่วโลกปี 65 คาดยังโตต่อ 18% จากปีก่อน จึงมีโอกาสที่ราคาถุงมือยางน่าจะยังสูงกว่าช่วงก่อนโควิดที่ราว 19 เหรียญสหรัฐต่อ1,000 ชิ้น ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามราคาต่อไป
สำหรับธุรกิจยางธรรมชาติยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดี จาก Supply ของคู่แข่งอย่างอินโดนีเซียลดลงเพราะปัญหาโรคใบร่วง ทำให้ Demand ยางไทยยังดีต่อเนื่อง ทำให้บริษัทอยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตยางธรรมชาติขึ้น 30% เป็น 3.66 ล้านตันในปี 65 (รวมทุกประเภทสินค้า ส่วนใหญ่เป็นการขยายโรงงานยางแท่ง) และจะขยายต่อเนื่องให้เพิ่มเป็น 4.16 ล้านตันในปี 67ใกล้เคียงกับปริมาณ Production ของทั้งประเทศไทย
สะท้อนถึงกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของคู่แข่งรายอื่น และตอกย้ำการเป็นผู้นำส่วนแบ่งการตลาดยางธรรมชาติอันดับ 1 ของโลก โดยมีแผนใช้เงินลงทุนรวมปี 65-66 ที่ 1.59 และ 1.1 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ และมีเป้าหมายปริมาณขายยางธรรมชาติปี 65 เพิ่มขึ้น 23% เป็น 1.6 ล้านตัน ปัจจุบันขายล่วงหน้าถึงเดือน ก.ค. แล้ว และคาดราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ราว 175-180 เซนต์ต่อกก. สูงขึ้นจาก 171 เซนต์ต่อกก.ในปี 64
จากธุรกิจถุงมือยางที่อ่อนตัวลงมากกว่าคาด จึงปรับลดกำไรสุทธิปี 65 ลง 33% เป็น 6,341 ล้านบาท ลดลง 60% จากปีก่อน แต่ยังเป็นระดับกำไรที่สูงกว่าช่วงก่อนโควิด ล่าสุดบริษัทเริ่มได้ผลผลิตกัญชงบนพื้นที่ปลูก 5 ไร่ที่จ.ลำปางแล้ว คาดจะเริ่มรับรู้รายได้จากการขายเมล็ด ใบ และราก (ไม่ได้ปลูกเพื่อเอาช่อดอก) ในเดือน มี.ค. นี้ เบื่องต้นคาดรายได้กัญชงในปีนี้อยู่ที่ราว 1-2 ล้านบาท ยังไม่ส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญ และคงแนะนำ เก็งกำไร แต่ปรับลดราคาเป้าหมายปี 65 เป็น 31 บาท จากเดิม 32 บาท โดยยังอิง PBV 1 เท่า
STGT เดินเกมซื้อหุ้นคืน
ด้าน STGT ปี 64 มีกำไรสุทธิ 23,704.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.4% จากปี 63 ที่กำไร 14,400.86 ล้านบาท โดยบริษัทมีกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 49.9% ด้วยความต้องการในการบริโภคถุงมือยางที่แข็งแกร่ง และเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาคทั่วโลกจากการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม
สำหรับกลยุทธ์ปี 65 บริษัทมุ่งมั่นที่จะขยายกำลังการผลิตติดตั้ง โดยภายในปีนี้ตั้งเป้าว่าจะมีกำลังการผลิตที่ 48,000 ล้านชิ้น และภายในปี 67 เป็น 80,000 ล้านชิ้น รวมถึงการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าไว้ที่มากกว่า 190 ประเทศ ภายใน 3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่ 170 ประเทศทั่วโลก และการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต จากปัจจุบันที่ใช้พนักงาน 2.18 คนในการผลิตถุงมือ 1,000,000 ชิ้น บริษัท ตั้งเป้าว่าในปี 67 และปี 69 จะใช้พนักงานลดลงเป็น 1.65 และ 1.0 คนในการผลิตถุงมือ 1,000,000 ชิ้น และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าและส่วนแบ่งทางการตลาด
นอกจากนี้มติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อการบริหารทางการเงินของบริษัท ภายในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 3,600 ล้านบาท และจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนไม่เกิน 120,000,000 หุ้น ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 4.2 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยมีกำหนดระยะเวลาซื้อหุ้นคืน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2565 ถึงวันที่ 6 กันยายน 2565 ทั้งนี้ บริษัทประสงค์จะซื้อหุ้นคืนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น
เหตุผลในการซื้อหุ้นคืน
1.เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินของบริษัท ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด 2.การซื้อหุ้นคืนจะทำให้เกณฑ์ในการวัดผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นดีขึ้น เช่น อัตราผลตอบแทนให้แก่ส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) รวมถึงอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) 3. บริษัทมีความเชื่อมั่นในศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและการสร้างรายได้ในอนาคต
ผลกระทบภายหลังซื้อหุ้นคืน โดยผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินปันผลต่อหุ้นสูงขึ้น เนื่องจากหุ้นที่บริษัทจะซื้อคืนไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล และจะทำให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงขึ้น
กรุงศรีฯ แนะ ถือ
ด้านมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 25.00 บาท โดยมองว่าโครงการซื้อหุ้นคืนช่วยลด Downside risk ซึ่งวันที่ 7 มี.ค. -6 ก.ย. มูลค่าไม่เกิน 3.6 พันล้านบาท และไม่เกิน 120 ล้านหุ้น หรือ 4.2% ของจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด เทียบเท่าราคาซื้อหุ้นคืนราคาประมาณ 30 บาทต่อหุ้น
อย่างไรก็ตามปรับคาดการณ์กำไรปี 65 และปี 66 ลง 31% และ 34% เป็น 7.2 พันล้านบาท และ 8.4 พันล้านบาท ตามลำดับ หลังปรับสมมติฐาน ASP และลดอัตราการผลิตรวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นลง คงคำแนะนำ ถือ จากซัพพลายทั่วโลกเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอุปสงค์ ทำให้ ASP ลดลงอย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกันกับบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ที่ระบุว่า ได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2565-66 ลงถึง 46.5% และ 23% ตามลำดับ สะท้อนการปรับลดสมมติฐานราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยปี 2565-66 ลงสู่ระดับ 0.6 บาท/ชิ้น ใกล้เคียงช่วงก่อนโควิด (ราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยช่วงก่อนโควิดอยู่ที่ราว 0.6-0.7 บาท/ชิ้น)
ทั้งนี้ ภายหลังปรับประมาณการ คาดกำไรสุทธิปี 2565 จะปรับลดลงถึง 88.5% จากปีก่อน จากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยปี 2565 ปรับลดลงถึง 65.3% จากปีก่อน มาที่ 0.60 บาท/ชิ้น และแนวโน้มสัดส่วน SG&A/Sales ปี 2565 ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 11.0% จากแนวโน้มค่าใช้จ่ายขนส่งสูงขึ้น จากปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแนวโน้มปริมาณขายถุงมือยางปี 2565 ที่จะเพิ่มขึ้น 26.9% จากปีก่อน มาที่ 3.4 หมื่นล้านชิ้น ไปได้ทั้งหมด
ทั้งนี้ ในเบื้องต้น คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/65 จะอ่อนตัวลงทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยงวดไตรมาส 1/65 อ่อนตัวลงราว 25% จากไตรมาสก่อน และ 65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาที่ 0.8 บาท/ชิ้น หักล้างแนวโน้มปริมาณขายถุงมือยางงวดไตรมาส 1/65 ที่จะเพิ่มขึ้น 3%จากไตรมาสก่อน และ 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาที่ 8 พันล้านชิ้น ไปได้ทั้งหมด

