หุ้นไทย ขายสุทธิ 2.84 แสนล้าน ลุ้นหลังเลือกตั้งสหรัฐฟันด์โฟลว์ไหลเข้า
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปีกันแล้ว ภาวะตลาดหุ้นไทยปัจจุบันมีประเด็นที่สนใจหลายประการ แต่เรื่องที่โดดเด่นที่สุดและเป็นปัจจัยกดไม่ให้ดัชนีปรับขึ้นคือ การขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่เทขายหนักติดต่อกันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมักจะมีคำถามจากนักลงทุนว่า ทำไมต่างชาติต้องเทขายหุ้นไทยหนัก? แล้วเมื่อไหร่ต่างชาติจะกลับมาซื้อ?
ล่าสุดนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แถลงข่าวภาวะหุ้นเดือนกันยายน 2563 ได้ให้ข้อมูลสัดส่วนการลงทุน โดยเฉพาะการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ว่า สัดส่วนนักลงทุนในประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยคิดเป็น 43.51% ของมูลค่าการซื้อขายรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี ในขณะที่ “นักลงทุนต่างประเทศ” ยังมีสถานะเป็น “ผู้ขายสุทธิต่อเนื่อง” โดยใน 9 เดือนแรกของปี 2563 ขายสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทยกว่า 2.76 แสนล้านบาท ทั้งนี้ถ้านับต้นปีถึงปัจจุบัน (1 ม.ค.-8 ต.ค.63) นักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิหุ้นไทย 284,362.15 ล้านบาท
ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุในตอนท้ายว่า ภาวะตลาดหุ้นในเดือนตุลาคม ต้องติดตามการเลือกตั้งสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดทุนทั่วโลก ขณะเดียวกันในตลาดหุ้นไทยเอง ก็มีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลต่อภาวะตลาดเช่นเดียวกัน
ภาวะตลาดหุ้นเดือนกันยายน 2563 บรรยากาศตลาดทุนในช่วงสถานการณ์ Covid-19 เห็นสัญญาณการฟื้นตัวในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่เพิ่มจากช่วงปกติถึง 2 เท่า นอกจากนี้เป็นกลุ่มธุรกิจการเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งนี้ถ้าพิจารณาตามขนาดหุ้น จะเห็นว่า “กลุ่มหุ้นขนาดเล็ก” หรือกลุ่ม Non-SET100 และหุ้นที่เทรดอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนเป็นพิเศษ และต้องติตามว่าการเทรดหุ้นขนาดเล็กจะได้รับความนิยมต่อเนื่องหรือไม่
โดยภาวะตลาดหุ้นเดือนกันยายน 2563 SET Index ปิดที่ 1,237.04 จุด ลดลง 5.6% จากเดือนก่อน โดยมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นผู้ลงทุน ได้แก่ ความล่าช้าในการพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัส COVID-19 ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวช้ากว่าคาด รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ทำให้ SET Index ปรับลดลง 21.7% จากสิ้นปีก่อน แต่ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่า MSCI ASEAN ที่ลดลง 24.7% จากสิ้นปีก่อนหน้า
มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมใน SET และ mai ในเดือนกันยายน 2563 อยู่ที่ 47,896 ล้านบาท ทำให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมอยู่ที่ 64,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ Forward และ Historical P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 อยู่ที่ระดับ 21.4 เท่า และ 20.7 เท่าตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.7 เท่า และ 18.1 เท่าตามลำดับ ส่วนในด้านการเทรดหุ้นไอพีโอ ตลาดหุ้นยังมีมูลค่าระดมทุนฯ สูงที่สุดในอาเซียน
โดยสาเหตุที่นักลงทุนจะเทขายหุ้นไทย และมีสัญญาณว่าจะเทขายอย่างต่อเนื่องในอนาคต นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ Wealthy Thai ว่า อันดับแรกผมมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหรือลดน้ำหนักการลงทุนในภูมิภาคต่างๆ มักจะขึ้นกับ “วัฎจักรการลงทุนในรอบใหญ่ๆ” ซึ่งวัฎจักรการลงทุนในตลาดเกิดใหม่และตลาดฝั่งเอเชีย เกิดขึ้นหลังจาก Hamburger Crisis หรือวิกฤติซับไพรม์ที่สหรัฐฯ ในปี 2550-2551
เมื่อสหรัฐและยุโรปเผชิญปัญหา ส่งผลให้ตลาดฝั่งเอเชียมีความน่าสนใจกว่าตลาดส่วนอื่นของโลก หลังจากนั้นวัฎจักรดำเนินไปในช่วงระยะเวลา 5 ปี ทำให้เศรษฐกิจฝั่งเอเชียเริ่มได้รับผลกระทบจากวิฤติซับไพรม์ ซึ่งกลับกันในช่วงเวลาดังกล่าว เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวจากซับไพรม์ จึงจะเห็นการโยกย้ายเงินลงทุนกลับไปสหรัฐ และภูมิภาคอื่นของโลกมากขึ้น
ณ ปัจจุบัน จึงมองว่ามีนักลงทุนอยู่ 2 ขั้ว ขั้วแรกคือ นักลงทุนส่วนหนึ่งมองว่าธุรกิจในสหรัฐค่อนข้างจะดี โดยเฉพาะการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีในระยะยาว ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐยังน่าสนใจ เพราะฉะนั้นในแง่การวางแผนการลงทุนระยะยาว หรือ Asset Allocation นักลงทุนในกลุ่มนี้จึงยังคงลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ อยู่ แม้ว่าเริ่มมองเห็นความไม่แน่นอนในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และนโยบายภาษีนิติบุคคล (หากโจ ไบเดนชนะการเลือกตั้ง และเป็นประธานาธิบดี) ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอาจไม่ดีมากนัก
ยากที่ต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิ
“ด้วยภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่อาจจะไม่ดีมากนัก ทำให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการลงทุนในสหรัฐ ไปเพิ่มการลงทุนในภูมิภาคอื่นแทน หรือลงทุนแบบ Tactical Allocation แต่จะเป็นภาพนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทยเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงซับไพรม์ ที่กลับเข้ามาซื้อต่อเนื่องหลายปี เป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องจากปัจจุบันตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ไม่ใช่จีน เกาหลี และไต้หวันไม่ได้น่าสนใจเหมือนในอดีต รวมถึงการที่หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐมีบทบาทมากขึ้น จึงยากที่จะเห็นนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ซึ่งภาพรวมก็ต้องบอกว่าหุ้นไทยไม่ได้เป็นขาขึ้น หรือขึ้นยาวนานแบบหุ้นสหรัฐ คงไม่ใช่ภาพอย่างนั้น” นายกิจพณกล่าว
เทียบหุ้นไทย vs. อาเซียน
นายกิจพณกล่าวย้ำว่า เทียบกับแล้วต้องบอกว่าไม่ได้น่าสนใจมาก ก็สามารถลงทุนได้ แต่ทำ “New High” ยาก เนื่องจากไทยไม่มีธุรกิจใหม่ๆ ที่เติบโต ทั้งนี้อีกจุดที่จะทำให้หุ้นไทยน่าสนใจคือ หุ้นลดลงมาอยู่ในระดับที่ไม่แพง และมีอัตราตอบแทนที่จับต้องได้ ปันผลอยู่ในระดับดี
หลังเลือกตั้งสหรัฐ ลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลเข้าสั้นๆ
ทั้งนี้ในระยะสั้นก็มีความเป็นไปได้ที่ Fund Flow จะกลับเข้ามา แต่ก็แค่สั้นๆ ที่พอจะลุ้นได้ โดยจะต้องติดตามช่วงหลังเลือกตั้งสหรัฐ จากนโยบายการขึ้นภาษีนิติบุคคล ซึ่งจะทำให้นักลงทุนลดน้ำหนักในตลาดหุ้นสหรัฐ แล้วมาเพิ่มการลงทุนในตลาดอื่นแทน Fund Flow จึงน่าจะกลับมาในตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเกิดใหม่ในระยะหนึ่งได้
