แจก 7 หุ้น ปรับพอร์ตหนีสงครามรัสเซีย-ยูเครน เทรดอย่างไรให้รอดในภาวะตลาดผันผวน
บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินผลกระทบจากกรณีที่รัสเซียบุกโจมตียูเครนต่อ ดัชนีตลาดหุ้นไทย ยังค่อนข้างจำกัด โดยประเมินแนวรับในกรอบ 1,630-1,650 จุด เพราะสถานการณ์ปัจจุบันเข้าใกล้จุดพีคเมื่ออิงรูปแบบในอดีต ภายใต้สมมติฐานของที่คาดว่ารัสเซีย ยูเครน และนาโต้จะกลับเข้าสู่แนวทางการเจรจาในไม่ช้า
ขณะที่ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในทางตรงยังไม่มาก แต่ผลกระทบทางอ้อม ซึ่งต้องติดตามราคาพลังงานที่เร่งตัวขึ้น โดยจะส่งผลให้ปัจจัยด้านเงินเฟ้อกลับมาเป็นตัวแปรกดดันเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนในระยะถัดไป
สำหรับชุดหุ้นที่น่าสนใจในช่วงนี้ แม้กลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์เช่น เหล็กและโลหะ รวมถึงการลงทุนในกองทุนทองคำและน้ำมัน จะดูน่าสนใจในระยะสั้นแต่พฤติกรรมในอดีตบ่งชี้ว่า เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งคลายตัวลง ราคาสินทรัพย์เหล่านั้นจะทรุดกลับมาที่จุดเดิมอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงให้น้ำหนักเพียง Trading รายวันตามข้อมูลข่าวสารที่เข้ามากระทบเท่านั้น
ขณะที่ กลุ่ม 3D คือ Domestic, Defensive, และ Dividend Play คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่ทนแรงเสียดทานในช่วงที่ภาพรวมตลาดมีความผันผวนสูงได้ดีกว่า เพราะเป็นกลุ่มที่ถูกกระทบจากภาวะสงครามจำกัด และเป็นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นต่อการปรับตัวรับเงินเฟ้อที่จะเร่งตัวขึ้นในอนาคตได้ดีเช่น ค้าปลีก สื่อสาร บันเทิง การแพทย์และสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีหุ้นที่เข้าธีมดังกล่าวและ Valuation ยังไม่แพงคือ MAKRO, CPALL, DTAC, BDMS,OSP,TISCO, PSH เป็นต้น
เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าหุ้นไทย
การไหลเข้าของกระแสเงินทุน มีผลกระทบจำกัด โดยความเสี่ยงในการลงทุนที่สูงขึ้น ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติมีโอกาสไหลออกในระยะสั้น โดยถ้าอิงจากกรณีของไครเมียระหว่างปลายเดือน ม.ค.-ก.พ. 2557 ต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทย -3.7 หมื่นล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามรอบนี้เราประเมินว่าจะจำกัดกว่านั้น เพราะต่างชาติยังซื้อสุทธิกลับไปไม่ถึงช่วงก่อน COVID-19 และต่างชาติยังซื้อหุ้นไทยในสัดส่วนที่น้อยกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ซึ่งทั้ง 2 กรณีประเมินว่าต่างชาติยังจำเป็นต้องซื้อหุ้นไทยเพื่อปรับสมดุลอีกราว 4-5 หมื่นล้านบาท
โอกาส และความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น
ด้วยเงื่อนไขที่ต่างกันของไครเมียและยูเครน โดยรัฐบาลยูเครนไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัสเซียและอยากเข้าร่วมกับนาโต้ จึงทำให้สถานการณ์มีโอกาสยืดเยื้อกว่ารอบก่อน ซึ่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ลงทุนก็มีโอกาสรุนแรงกว่ารอบก่อนเช่นกัน เราประเมินความเป็นไปได้ใน 3 กรณีคือ
กรณีดีที่สุด โอกาสที่คาดจะเกิดขึ้น 50% โดยจะมีการปะทะแล้วกลับเข้าสู่เส้นทางการเจรจาอย่างรวดเร็ว ตลาดหุ้นทั่วโลก กำลังจะผ่านจุดต่ำสุด และจะฟื้นกลับมาที่จุดเดิมภายใน 1-1.5 เดือนหลังจากนี้ ซึ่งตลาดหุ้นสำคัญในสหรัฐฯและยุโรป ณ ปัจจุบันปรับฐานมาแล้วกว่า -10% นับตั้งแต่เริ่มกังวลสถานการณ์ยูเครน-รัสเซีย ถือเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับ Patternในอดีตแล้ว
ส่วนในกรณีที่ยืดเยื้อ มีโอกาสเกิดขึ้น 40% ซึ่งการปะทะในวงจำกัดระหว่างรัสเซียและยูเครน หรือประเทศใกล้เคียงเพื่อปกป้องตัวเอง โดยไม่มีกองกำลังจากนาโต้เข้ามาขยายวงกว้าง (แต่ให้การสนับสนุนด้านอื่นแทน) ตลาดหุ้นทั่วโลกจะแกว่ง Sideway down มีฟื้นสลับเป็นระยะตามพัฒนาการของความขัดแย้งและการเจรจาแต่จะใช้เวลาฟื้นกลับที่จุดเดิมนานกว่า Patternในอดีต
สำหรับกรณีที่แย่ที่สุด มีโอกาสเกิดขึ้น 10% โดยจะเกิดการปะทะรุนแรงระหว่างรัสเซียและกองกำลังของนาโต้ตลาดการเงินทั่วโลกจะเข้าสู่โหมด Risk off จากความกังวลด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ขณะที่ Downside ของตลาดหุ้นสำคัญจะเปิดกว้างกว่าปัจจุบัน ซึ่งต้องประเมินจุด Bottom ตามพัฒนาการของความขัดแย้งอีกครั้ง
