TU สตอรี่น่าสนใจ ถ้าออมหุ้น 5 ปี จะได้กำไรเท่าไหร่ ?
TU เป็นหนึ่งในหุ้นสุดฮอตที่มีผลประกอบการฟื้นตัวได้ดี รวมถึงมีสตอรี่น่าติดตามจากการนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ดังนั้น Wealthy Thai จึงขอหยิบหุ้น TU มาทดลองทำ DCA ให้นักลงทุนดูว่า หากใช้เงิน 5,000 บาท ซื้อหุ้น TU ทุกเดือน เป็นระยะเวลา 5 ปี จะได้ผลตอบแทนอย่างไร
TU หรือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในหุ้นสุดฮอตที่มีผลประกอบการฟื้นตัวได้ดี โดยปี 2564 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8,013 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.3% จากปีก่อน มียอดขายอยู่ที่ 141,048 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อน และมีกำไรขั้นต้นที่ 25,727 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.9% จากธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและอาหารทะเลแช่เย็นที่ฟื้นตัวได้ดี
โดยปี 2565 บริษัทยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจโดยมุ่งเน้นในเรื่องอัตราการทำกำไรที่สูงขึ้นและธุรกิจใหม่ที่เพิ่มมูลค่า เช่น ส่วนประกอบอาหาร อาหารเสริมเพื่อสุขภาพและโปรตีนทางเลือก เพื่อให้สอดรับกับตลาดที่เติบโตเร็วในธุรกิจเหล่านี้
นอกจากความผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจที่เติบโตแล้ว บริษัทยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จในการนำ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ เข้าจดทะเบียนใน SET โดยล่าสุดมีแผนจะนำ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ที่ TU ถือหุ้นในสัดส่วน 99.55% เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อสร้างการเติบโต ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามความคืบหน้าต่อไป
จากความน่าสนใจด้านผลประกอบการและการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น Wealthy Thai จึงขอหยิบหุ้น TU มาทดลองทำ DCA ให้นักลงทุนดูว่า หากซื้อหุ้น TU ด้วยเงิน 5,000 บาท ทุกเดือนเป็นเวลา 5 ปี ปัจจุบันพอร์ตลงทุนจะเป็นอย่างไร และได้รับผลตอบแทนเท่าไหร่

จากข้อมูลของ SETSMART พบว่า หาก DCA หุ้น TU ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 17,770.00 หุ้น โดยมีต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 17.14 บาท มูลค่าพอร์ตปัจจุบันจะอยู่ที่ 357,177.00 บาท ได้กำไร 52,646.60 บาท หรือเพิ่มขึ้น 17.29% และได้รับเงินปันผล 25,765.01 บาท
ลุ้นผลงานปี 2565 ทำนิวไฮต่อ
นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มปี 2565 ของ TU คาดบริษัทจะทำ New High ได้ต่อ แม้มีฐานที่สูงในปี 2564 ซึ่งคาดจะมีการเติบโตได้ในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ Petcare & Value-added เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตลาดมีอัตราการเติบโตสูง ประกอบกับบริษัทร่วมค้าในอินเดียฟื้นตัวหนุนผลประกอบการ
ด้วยผลประกอบการปี 2564 ที่ดีกว่าคาด 6% ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์อยู่ระหว่างการประเมินเพื่อปรับประมาณการปี 2565-2566 ขึ้น เพื่อสะท้อนการเติบโตของรายได้ที่ดีกว่าคาดในทุกธุรกิจ และ GPM ที่สูงขึ้นจากการปรับขึ้นราคาขายสินค้า และกระบวนการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น คงราคาเป้าหมายสิ้นปี 2565ของ TU ที่ 26.50 บาท มี Upside gain 26.8% และ คงคำแนะนำ “ซื้อ“
