หาจังหวะ “ช้อน” 7 หุ้นเด่น ในช่วงตลาดปรับตัวลงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน
จากความดึงเครียดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงทันที ส่งผลให้นักลงทุนต่างมองหาการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย แต่หากมองกลับมาที่ตลาดหุ้นบ้านเรา พบว่า กระแสเงินทุนจากต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าดัชนี SET จะมี downside จำกัด
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ (28 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม) คาดว่าดัชนี SET แกว่งตัวและตลาดน่าจะผันผวนอย่างหนักต่อไป โดยผู้เล่นในตลาดน่าจะติดตามสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน รวมถึงการที่ประธาน Fed จะแถลงต่อสภา Congress และการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ
ทั้งนี้ โดยรวมแล้ว มองว่าตราบที่โลกตะวันตกยังไม่ได้เข้าไปร่วมรบโดยใช้กำลังทหาร ประเด็นนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดในวงจำกัด นอกจากนี้ ยังพบว่ากระแสเงินทุนจากต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้เราเชื่อว่าดัชนี SET จะมี downside จำกัด แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนอย่างใกล้ชิดต่อไป
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน คงแนะนำซื้อเมื่อย่อ (buy-on-dip) เพราะกระแสเงินทุนยังคงมีแนวโน้มไหลเข้าในระยะยาว
โดยแนะนำให้นักลงทุนซื้อสะสมหุ้นไทยในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในยูเครน ทั้งนี้ เนื่องจากมูลค่าหุ้นในตลาด DM ค่อนข้างสูง ในขณะที่เศรษฐกิจของไทยและ ASEAN มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ในขณะที่ค่าเงินบาทก็ฟื้นตัวได้ดี จึงคาดว่ากระแสเงินทุนจะยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเยังคงเน้นหุ้น domestic และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้แก่ KBANK*, BBL*, CPALL*, MAKRO, LH*, INTUCH* และ AOT*
สำรวจบทวิเคราะห์พื้นฐาน 7 หุ้นดังกล่าว
KBANK โดยบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ “ซื้อลงทุน” ราคาเป้าหมายใหม่ขึ้นมาอยู่ที่ 174 บาท เนื่องจากคาดว่า KBANK จะมีกำไรที่ดีขึ้นในอนาคต ทั้งนี้เป็นการปรับสมมติฐาน LT-ROE ขึ้นเป็น 8.7% สะท้อนกำไรระยะยาวที่จะกลับมาเติบโตดีขึ้นเป็นลำดับ
โดยได้ปรับประมาณการกำไรปี 65 บนสมมติฐานที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของ KBANK ที่ประกาศออกมา ทั้งนี้ภายใต้สมมติฐานสินเชื่อโต 6% จากปีก่อน NIM ที่ 3.2% cost to income ที่ 43.6% credit cost ที่ 160 bps. คาดจะมีกำไรสุทธิที่ 41,646 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.4% จากปีก่อน ซึ่งถือเป็นกำไรที่กลับมาสูงกว่า Pre-Covid ช่วงปี 62 ที่ระดับ 3.8-3.9 หมื่นล้านบาทได้แล้วในปีนี้ และคาดว่าจะเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางการดีขึ้นเป็นลำดับของสถานการณ์การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน
BBL บริษัท หลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยังคงประมาณการกำไรสุทธิในปี 65 อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน เนื่องจากสำรองฯที่ลดลง และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตดี รวมถึงมีกำไรจากเงินลงทุนเข้ามาช่วยหนุน ขณะที่ยังคาดว่าแนวโน้มกำไรสุทธิในไตรมาส 1/65 จะเติบโตได้ทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อนหน้าเพราะสำรองฯที่ลดลง แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 146 บาท
CPALL บริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มไตรมาส 1/65 คาดจะดีขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดกำไรจะกลับมาโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน ตาม SSSG บวกมากขึ้น โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อที่ม.ค.-กลางก.พ. บวกเร่งขึ้น 10% ประกอบกับคาดดอกเบี้ยจ่ายจะลดลง
ส่วนช่วงที่เหลือของปีคาดจะเริ่มทยอยเห็น synergy จากการควบรวมกิจการระหว่าง MAKRO และ โลตัสส์มากขึ้น ดังนั้น จึงยังคงกำไรปกติปี 65 ที่ 1.79 หมื่นล้านบาท เติบโต 106% จากปีก่อน เด่นสุดเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มค้าปลีกรองจาก CRC จึงคงคำแนะนำ ซื้อ มีราคาเป้าหมาย 72 บาท และเลือกเป็นหนึ่งในหุ้นเด่นสำหรับปี 65
MAKRO บริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดกำไรปกติปี 65-66 เป็น 1.28 หมื่นล้านบาท และ 1.77 หมื่นล้านบาท เติบโตโดดเด่น 78%และ 39% ตามลำดับ โดยปัจจัยขับเคลื่อนเกิดจาก อานิสงส์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
การเกิด synergy โดย MAKRO ตั้งเป้าลดรายจ่ายรวม 2.7 พันล้านบาทใน 2 ปีข้างหน้า นอกจากนั้น ภาระค่าใช้จ่ายการเงินที่จะลดลงหลังเตรียมนำบางส่วนที่ได้จากเพิ่มทุนราว 1.6 หมื่นล้านบาท ไปจ่ายคืนหนี้ ดังนั้นจึงคาดกิจการโลตัสส์จะเริ่มกลับมามีกำไรอีกครั้งราว 5.3 พันล้านบาท และ 9.3 พันล้านบาทในปี 65-66 จากขาดทุนในปี 64 ราว 500 ล้านบาท จึงคงคำแนะนำ ซื้อ โดยมีราคาเป้าหมายที่ 50 บาท
LH บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 11.20 บาท โดย LH ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาดหากพิจารณาช่วงโควิดสองปีที่ผ่านมาเนื่องจากอุปสงค์ของโครงการแนวราบขยายตัวได้ดีและมีแนวโน้มจะต่อเนื่องในปีนี้ คาดกำไร LH เติบโตสูงราว 30% หนุนทั้งจากรายได้ยอดโอน กำไรจากบริษัทลูกฟื้น และกำไรจากการขายตึกในสหรัฐฯ
ทั้งนี้มีมุมมองเชิงบวกต่อ LH และประเมินกำไรคาดเติบโตในอัตราที่สูงราว 30% มาอยู่ที่ 8,984 ล้านบาทในปี 65 หนุนจากรายได้ยอดโอนที่แข็งแกร่ง กำไรจากบริษัทลูกฟื้นและกำไรจากการขายตึกอพาร์ทเม้นท์ในสหรัฐฯ ทั้งนี้ LH ไม่ได้มีการบันทึกกำไรจากการขายสินทรัพย์หรือตึกในต่างประเทศในช่วงปี 64 แต่คาดว่า LH จะขายตึก “Parc” ที่เข้าซื้อตั้งแต่ 58 มูลค่า US$100m ในปีนี้ คาดการขายจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2/65 โดยประเมินกำไรจาการขายราว 1 พันล้านบาท จากแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งและปันผลประมาณ 6-7%
INTUCH บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการของ INTUCH ในปี 2565 เป็นกำไรปกติ 1.12 หมื่นล้านบาท เติบโต 4.7% จากปีก่อน คาดเงินปันผลปี2565 ที่ 3.31 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินปันผลคาดหวังที่ 4.3% สมมติฐานเงินปันผลของเราอิง ADVANC จ่าย Payout Ratio ที่ 95% ในปี 2565
INTUCH คงความน่าสนใจในปี 2565 จาก คาดจะเริ่มเห็น Synergy ที่ชัดเจนจาก GULF อย่างต่อเนื่อง โอกาสรวมตลาดสำเร็จของ TRUE และ DTAC (เราให้โอกาสสาเร็จ 70%) คาดทำให้ตลาด Re-rate Multiple ของ ADVANC ขึ้นเช่นกัน เรามองว่า INTUCH เป็นวิธีเข้าถึงกระแสเงินสดของ ADVANC ที่ให้เงินปันผลสูงกว่า และ Discount to NAV ของ INTUCH ที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ปรับลดลงเป็น -12% จากก่อนหน้าที่ตลาดให้ Premium สูงผิดปกติ ทำให้นักลงทุนที่ลงทุน INTUCH ไม่เสียเปรียบ จึงแนะนำ ซื้อ ประเมินมูลค่าเหมาะสมของ INTUCH ณ สิ้นปี 2565 ที่ 87.00 บาทต่อหุ้น
สุดท้าย AOT บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยังคงคาดว่าผลประกอบการของ AOT จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่งวดปี 65 (งวดปีสิ้นสุด 30 ก.ย.65) ก่อนที่จะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในปี 66 โดยคาดว่าผลการดำเนินงานในครึ่งแรกปี 65 จะยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการของ AOT และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานโดยรวมน่าจะดีขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังปี 65 เป็นต้นไป ดังนั้น จึงยังคงประมาณการผลขาดทุนสุทธิปี 65 เอาไว้เท่าเดิมที่ 4.47 พันล้านบาท โดยคาดว่าจะพลิกเป็นกำไรสุทธิ 1.275 หมื่นล้านบาทได้ในปี 66 (งวดปีสิ้นสุด 30 ก.ย.66) จากประเด็นการพลิกฟื้นของ AOT จึงยังแนะนำซื้อ และยังคงราคาเป้าหมาย 73.00 บาท

