10 บริษัทในตลาดหุ้นไทย ใครมีกำไรมากสุดในปี 2564
เสร็จสิ้นของฤดูกาลประกาศผลการดำเนินงานงวดปี 64 กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลายบริษัทหลายธุรกิจก็ต้องเผชิญกับสภาวะการแข่งขันของทางธุรกิจภายใต้ภาวะการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ที่ทำให้บริษัทหลายแห่งต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อการดำเนินธุรกิจให้อยู่รอด โดยมีหลายกล่มอุตสาหกรรมที่ผลประกอบการเติบโตภายใต้สภาพแวดล้อมเป็นอยู่แบบนี้ และหลายอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบในแง่ของกำไรที่ลดลง
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ไตรมาส 4/64 เป็นช่วงที่บริษัทจดทะเบียนต้องรับมือวิกฤตโควิดโอไมครอนเป็นครั้งแรก และสามารถฟันฝ่าไปได้ด้วยดี สะท้อนจากข้อมูลกำไรบริษัทจดทะเบียนงวด ไตรมาส4/64 ซึ่งฝ่ายวิจัยฯ รวบรวมถึงวันที่ 28 ก.พ. 65 มีการรายงานออกมาแล้ว 543 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 95% ของ Market Cap. รวม พบว่า มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 2.75แสนล้านบาท เติบโต 41% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อน
ทั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาดูว่าผลงานโดยรวมของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในงวดปี 64 ใครสามารถทำกำไรได้มากที่สุด และเติบโตได้มากน้อยขนาดไหน รวมถึงผลกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นนั้นเป็นเพราะสาเหตุอะไร
เริ่มกันที่บริษัทที่มีกำไรสุทธิมากที่สุดในตลาดหุ้นไทย ซึ่งยังคงครองแชมป์กำไรสุทธิมากที่สุดมาได้อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ซึ่งมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 108,363 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 187% โดยเป็นผลจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก Accounting GRM ที่เพิ่มขึ้นจากขาดทุน 0.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ใน ปี 63 เป็นกำไร 5.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในปี 64 รวมถึงส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีกับวัตถุดิบที่สูงขึ้นทั้งสายโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ นอกจากนี้มีกำไรสต๊อกน้ำมัน ประมาณ 46,000 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น

อันดับที่ 2 คือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC มีกำไรสุทธิ 47,173 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากปีก่อน เนื่องจากเป็นผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจเคมิคอลส์ โดยมีรายได้จากการขายเท่ากับ 530,112 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ ส่วนใหญ่จากราคาและปริมาณขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น

อันดับที่ 3 ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC โดย PTTGC มีกำไรสุทธิ 44,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 22,436% โดยบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน (ไม่รวมผลกำไรจากสต๊อกน้ำมันและขาดทุนจากการปรับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ผลขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน และผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง และรายการพิเศษอื่น ๆ) ในปีนี้อยู่ที่ 31,347 ล้านบาท

อันดับที่ 4 ได้แก่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 38,863 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71% จากปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จากรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 1,688 ล้านดอลลาร์ โดยหลักเป็นรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณการขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 18% ประกอบกับราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12%

อันดับที่ 5 คือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK มีกำไรสุทธิ 38,052 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.05 % ส่วนหนึ่งเกิดจากการลดลงของสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss : ECL) จำนวน 3,216 ล้านบาท หรือ 7.38% โดยธนาคารและบริษัทย่อยพิจารณาตั้งสำรองฯในปี 64 จำนวน 40,332 ล้านบาท

อันดับที่ 6 ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ซึ่งมีกำไรสุทธิ 35,598 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30 % จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากความสามารถในการทำกำไรจากของธุรกิจที่ดีขึ้นและการตั้งเงินสำรองที่ลดลง โดยปี 64 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 95,171 ล้านบาท ลดลง 1.8% จากปีก่อน มาจากอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิลดลงภายใต้สภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำในปัจจุบันและการมุ่งเน้นการเติบโตของสินเชื่อที่มีคุณภาพ

อันดับที่ 7 ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY โดยมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 33,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.68 % จากปีก่อน สรุปโดยรวมแล้ว BAY หลักๆแล้วกำไรจากการขายหุ้น TIDLOR รวมไปถึงการตั้งสำรองที่ลดลง ทำให้กำไรเพิ่มสูงขึ้น

อันดับที่ 8 คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC รายงานกำไรสุทธิปี 64 อยู่ที่ 26,922 ล้านบาท ลดลง 1.9 % จากปีก่อน มาจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง และการเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย

อันดับที่ 9 ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL โดยทาง BBL รายงานกำไรสุทธิงวดปี 64 อยู่ที่ 26,507 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54 % จากปีก่อน โดยเป็นเพราะ ปี 64 มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 6.6% จากปีก่อน เป็นผลจากการรวมรายได้ดอกเบี้ยของธนาคารเพอร์มาตาเต็มปีและการลดลงของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากการบริหารต้นทุนเงินรับฝาก ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 25.7% ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิจากธุรกิจหลักทรัพย์ การอำนวยสินเชื่อและบริการประกันผ่านธนาคารและกองทุนรวม รวมถึงการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดด้วยมูลค่ายุติธรรมซึ่งเป็นไปตามสภาวะตลาด

ปิดท้ายกันในอันดับ ที่ 10 ได้แก่ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL มีกำไรสุทธิงวดปี 64 อยู่ที่ 26,288 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 989 % โดยมีการเติบโตทั้งสามกลุ่มธุรกิจ Combined PET (CPET), Fibers และ Integrated Oxides and Derivatives (IOD) เช่นเดียวกันกับทั้งสามภูมิภาคหลักคือ อเมริกาเหนือ ยุโรปและเอเชีย

