มีนาแล้ว....มีหุ้นหรือยัง โพยหุ้น หาจังหวะ “สะสม” หุ้นเด่นเดือนมี.ค.65
มีนาแล้ว เมื่อไหร่จะมีเงิน! เข้าสู่ช่วงเดือนมีนาคมกันแล้ว ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้น จากปัจจัยกดดันหลักๆ ก็คงจะมาจาก ประเด็นที่รัสเซียเข้ารุกรานยูเครน ดังนั้นในเดือนนี้เราจะลงทุนอย่างไร ให้อยู่รอดท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก
“เราคาดว่าการลงทุนในเดือน มี.ค. 65 จะมีความผันผวนสูง โดยมีปัจจัยหลักคือสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และการประชุม FED ที่คาดว่าจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีวิกฤต COVID-19” อ้างอิงจากบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)
พร้อมยังระบุอีกว่า ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามในเดือนนี้คือสงครามรัสเซียยูเครน โดยประเมินว่าปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึง SET Index คือสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนว่าจะรุนแรงยืดเยื้อหรือไม่ โดยปัจจุบันชาติตะวันตกทั้งสหรัฐฯและยุโรปได้มีมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการตัดรัสเซียออกจากระบบการเงิน SWIFT ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจรัสเซียถูกกระทบอย่างรุนแรง และในทางกลับกันประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในยูโรโซนบางส่วนเช่นกัน
ทั้งนี้ประเมินกรณีรัสเซีย-ยูเครนสามารถเจรจากันได้และเริ่มเห็นสัญญาณที่ผ่อนคลายเช่นการหยุดโจมตีและถอนกำลัง จะเป็นบวกต่อกระแสเงินทุนให้ไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นทั้งในด้านการโจมตี การคว่ำบาตร หรือกรณีแย่สุดลุกลามเป็นสงครามในวงกว้าง จะกดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหนัก และทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตร และโดยเฉพาะ Commodity ต่างๆ ได้แก่ น้ำมัน ทองคำ โลหะและสินค้าเกษตรทุกประเภท ซึ่งจะเป็นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมากขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่จะชะลอตัว
อีกหนึ่งปัจจัยที่จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในเดือน มี.ค. คือการประชุม FED ในวันที่ 15-16 มี.ค.นี้ ซึ่งตลาดคาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ FED เป็น 0.25-0.5% และมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้น 7-9 ครั้งตลอดปีนี้ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED ปรับขึ้นไปที่ 2% (บวกลบ) ส่วนแผนการเริ่มลดขนาดงบดุลคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องในระบบเริ่มถูกดูดออกและเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้นที่มี PER และความคาดหวังสูง นอกจากนี้หากประเด็นรัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น คาดว่าราคา Commodity ที่ปรับขึ้นจะยิ่งสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และทาให้การดำเนินนโยบายการเงินของ FED มีความยากมากขึ้น
ดังนั้นเน้น Value and Domestic Play โดยประเมินกรณีรัสเซีย-ยูเครนไม่รุนแรงขึ้นและเกิดเป็นสงครามในวงกว้าง คาดว่า SET Index จะยืนเหนือแนวรับสำคัญ 1,660 จุดได้และไต่ระดับขึ้นในระยะกลาง-ยาวจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จำกัดเนื่องจากรัสเซียและยูเครนไม่ได้เป็นตลาดหลักในการส่งออกโดยมีสัดส่วนราว 0.5%ของการส่งออกรวม แต่หากสถานการณ์ลากยาวและเริ่มมีผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อทั้งภูมิภาคยุโรปซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกราว 9-10% จะเริ่่มทำให้หุ้นในกลุ่มส่งออกหลายตัวเริ่มถูกกระทบ
กลยุทธ์เราจึงเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value และ Domestic Play ได้แก่ น้ำมันและ Commodity ต้นน้ำ ธนาคาร ค้าปลีก อสังหาฯ การแพทย์ ซึ่งคาดว่าจะแกว่งตัวได้แข็งแรงกว่าตลาดโดยรวม โดยเลือก Top Pick 5 ตัว สำหรับเดือน มี.ค. ได้แก่ BDMS, CPALL, OSP, PJW, TOP
BDMS แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 29.00 บาท โดยราคาหุ้นยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิด ซึ่งราคาหุ้นมีศักยภาพที่จะปรับตัวสูงกว่าระดับก่อนโควิดที่ 25-26 บาท/หุ้น เนื่องจากคาดว่ากำไรจะสูงกว่าระดับก่อนโควิดภายในปี 66 และเชื่อว่าว่า BDMS จะเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนในท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์โอมิครอนในประเทศไทย
CPALL แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 82.00 บาท คาดกำไรสุทธิปี 65 ไว้ที่ 17,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.7%จากปีก่อน นอกจากนี้น่าจะได้เห็นการขยายสาขาเพิ่มมากขึ้นในกัมพูชา และการเปิดสาขาแรกในลาว หลังโควิดเริ่มคลี่คลาย
OSP แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 42.00 บาท โดยเชื่อว่า OSP น่าจะปรับตัวได้ดีกว่า CBG ถ้าการเปลี่ยนแปลงของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังประสบความสำเร็จภายในสิ้นปีนี้ เนื่องจาก OSP มีสัดส่วนตลาดในประเทศสูงและเป็นผู้นำในตลาดดังกล่าว
PJW แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.00 บาท โดยแนวโน้มปี 65 จะยังเติบโตต่อและเป็นปีแรกที่เริ่มเห็นพัฒนาการของบริษัทในการขยายการลงทุนสู่ New S-curve ใหม่ๆ เช่นการจำหน่ายไซริงค์และผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ในทางการแพทย์อื่นๆ ธุรกิจ Master Laundry และความชัดเจนในการขยายสู่ตลาด EV ยังคงคาดกำไรปี 65-67 เติบโตเฉลี่ย 15.4%
TOP แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 67.00 บาท อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมองบวกกับธุรกรรมของ TOP แต่ราคาหุ้น TOP อาจถูกกดดันจนกว่าจะทราบราคาหุ้นเพิ่มทุนและการขายหุ้น GPSC แล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าอาจใช้เวลาอีก 3-6 เดือน

