โผ 5 หุ้นไซส์เล็ก-กลาง-ใหญ่ ที่ต้องรีบช้อน ก่อนหุ้นจะพุ่งชนราคาเป้าหมาย!
หลังจากที่ในช่วง 2 วันทำการดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงรุนแรงเรียกได้ว่าแดงเถือกถึงขั้นพอร์ตไฟไหม้กันเลยทีเดียว โดย 2 วันดัชนีปรับตัวลดลงไปเกือบ 100 จุด หลักๆแล้วก็คงจะหนีไม่พ้นจากปัจจัยที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศจากสถานการณ์ของสงครามกับยูเครนที่กำลังเข้าสู่ช่วงตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทย และรวมถึงกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน หรือตลาดหุ้นเกิดใหม่ในละแวกนี้ก็โดนลูกหลงผลกระทบของสงครามเช่นเดียวกัน
แต่อย่างไรก็ตามในแง่ของพื้นฐานตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มที่ฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากเศรษฐกิจในประเทศเพราะภาคการอุปโภคบริโภคในประเทศ ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวสะท้อนให้เห็นได้ดีคือการที่ตลาดหุ้นไทยมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาในระบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องคำสัมภาษณ์บางช่วงบางตอนของผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยมีน้อยกว่าประเทศอื่น จึงทำให้มีกระแสเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทย เพราะมองว่าตลาดหุ้นไทยเป็น Safe Haven เวลาที่ตลาดหุ้นอื่นทั่วโลกมีปัญหา เงินก็จะไหลเข้าตลาดหุ้นของไทยเพราะให้ความมั่นคงต่อต่างประเทศ
ดังนั้นเองจึงเชื่อว่าเมื่อตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงเพราะเหตุการณ์ความไม่สงบจากปัจจัยภายนอก จะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ดีเมื่อสถานการณ์ความตึงเครียด หรือสงครามรัสเซียกับยูเครนสิ้นสุดลง จังหวะนี้จึงเป็นโอกาสในการที่นักลงทุนจะสามารถเริ่มทยอยช้อนซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีๆ ทั้งหุ้นขนาดใหญ่ และหุ้นไซส์กลางรวมถึงหุ้นขนาดเล็ก
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้แนะนำ 5 หุ้น ที่น่าทยอยเข้าสะสมในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงแค่เพียงภาวะตลาดหุ้นโดยรวม ซึ่งไม่เกี่ยวกับพื้นฐานของหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบ แบ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และหุ้นขนาดเล็ก ได้แก่ หุ้นขนาดใหม่ AOT-GULF-HMPRO ขนาดกลาง GUNLUK ขนาดเล็ก WICE
สำหรับมุมมองหุ้นในรายตัว เริ่มกันที่ AOT นักวิเคราะห์มองว่า AOT เป็นหุ้นธีมที่ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวโดยตรง ซึ่งปกติแล้วตัวเลขนักท่องเที่ยวจากรัสเซียมีแค่เพียง 30,000 คนต่อปีที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย ดังนั้นจึงมองว่าไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทยมากนัก
ทั้งนี้การที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาใกล้จุดต่ำสุด ในช่วงที่ประเทศไทยมีการระบาดเชื้อไวรัสโควิด19 สายพันธุ์โอไมครอนที่ระดับราคา 60 บาทต่อหุ้นนั้น จึงถือเป็นโอกาสในการทยอยสะสม ภายใต้สถานการณ์ที่หุ้นมี Sentiment เป็นเชิงบวกมากว่าพื้นฐาน
ขณะที่ HMPRO ยอดขายสาขาเดิมในงวด 2 เดือนแรกของปี 65 เติบโตขึ้นกว่า 11% และมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มกว่า 50% ซึ่งเป็นผลจากดีมานด์ที่ฟื้นตัวขึ้น รวมถึงการมีสินค้าที่หลากหลายและมีการเพิ่มสินค้าประเภทเฮ้าส์แบรนด์ รวมถึงยอดขายสาขาที่มาเลเซีย ฟื้นตัวเป็นกำไรในช่วง 2 เดือนแรกของปี 65 สำหรับแนวโน้มยอดขายสาขาเดิมในปี 65 จะมีอัตราการเติบโต 5-7% และกำไรจะเพิ่มขึ้น 20% ซึ่งเป็นการเข้าสู่ช่วงก่อนการระบาดของโควิด19 แต่ในขณะเดียวกันราคาหุ้นยังต่ำกว่าในช่วงดังกล่าวอยู่ 15%
หุ้นใหญ่อีกตัวหนึ่งอย่าง GULF การที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงเพราะการถูกปรับน้ำหนักไปยังหุ้นในกลุ่มหุ้นพลังงานอย่างน้ำมันและก๊าซ ทั้งนี้หากมองว่าประเด็นของรัสเซียกับยูเครนมีทางออก เชื่อว่าจะมีแรงซื้อกลับกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะประเภทโรงไฟฟ้า IPP ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรในงวดปี 65 คาดว่าจะเติบโต 59% จากกำลังการผลิตใหม่ที่จะมีทยอยเข้ามารวมถึงธุรกิจแผนการลงทุน Data Center
ขณะที่หุ้นไซส์กลางอย่าง GUNKUL สัดส่วนกำไรส่วนใหญ่ 80-90% มาจากธุรกิจพลังงานทดแทน ที่มีกำลังผลิต 650MW และไม่มีผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจใหม่อย่างกัญชง กัญชา ในไตรมาส1/65 จะสามารถเริ่มรับรู้รายได้ โดยภาพรวมตลาดประเมินกำไรปีนี้ไว้ที่เติบโต 45% ซึ่งหุ้นเทรด P/Eแค่เพียง 23 เท่า และมีดาวไซส์จำกัด
และปิดท้ายที่หุ้นไซส์เล็กอย่าง WICE การที่ค่าระวางต่างๆทั้งทางอากาศ ทางบก หรือบนเรือปรับเพิ่มขึ้นนั้นถือว่าไม่กระทบเพราะ บริษัทสามารถผลักภาระดังกล่าวเรียกเก็บกับลูกค้าได้ จึงช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น ขณะเดียวกัน WICE มีช่องทางบริการหลายด้านเช่นทางเรือ ทางบก และทางอากาศ รวมถึงมีพื้นที่ให้บริการหลายประเทศนอกเหนือจากไทย เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย
รวมถึง WICE ยังมีสตอรี่ของการเตรียมนำบริษัทย่อยระดมทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยราคาหุ้นที่ปรับลดลงกลับมาเท่ากับในช่วงต้นปี P/E ที่ 25 เท่า มีส่วนลด 10% ขณะที่กำไรไตรมาส1/65 ยังทำจุดสูงสุดได้ต่อเนื่อง ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสกลับตัวได้เร็วกว่าตลาด

