PTT กำลังก้าวสู่ผู้นำ Ev value chain ระดับโลก เติบโตไปกับยานยนต์ไฟฟ้าและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
โลกในยุคสมัยปัจจุบันนี้ ที่สิ่งต่างๆกำลังมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นส่งผลให้การทำธุรกิจในยุคนี้ไม่สามารถให้ความสำคัญกับเพียงแค่ตัวเลข “กำไร” ในงบการเงินเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป หากแต่ธุรกิจต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน อาทิ ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน ชุมชน และ สิ่งแวดล้อม ของธุรกิจด้วย ธุรกิจยุคใหม่จึงหันมาให้ความสำคัญและร่วมดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องบนความรับผิดชอบในวงกว้าง เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้แก่องค์กรและการเติบโตได้ในระยะยาว
ประเด็นดังกล่าวเป็นส่วนที่สำคัญของกลยุทธ์ในการมุ่งสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนของทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ได้ออกแบบชุดเส้นทางของการเป็นธุรกิจยั่งยืน หรือ Sustainable Business ที่เรียกว่า "Sustainable Business Development Roadmap" สำหรับธุรกิจขึ้นมา ซึ่งการเดินทางของธุรกิจในเส้นทางนี้จะประกอบด้วย 4 ขั้นตอน เริ่มจาก 1.การวางรากฐานความยั่งยืน 2.การขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน 3.การพัฒนาต่อยอด และ4.การมุ่งสู่ธุรกิจยั่งยืน
โดยการมุ่งสู่ธุรกิจยั่งยืนนั้น แฝงไปด้วยการปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ การคำนึงถึงความเสี่ยงใหม่ การนำนวัตกรรมตอบโจทย์อนาคตและการเติบโตไปพร้อมกับสังคมสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวข้อที่กลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ถูกจัดอันดับอยู่ในดัชนี THIS ต้องปฏิบัติและมีอยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นที่เราพอจะเชื่อมโยงได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ถือเป็นหนึ่งในสมาชิก THIS ด้วยเช่นกัน
เราจะเห็นได้ว่าก่อนหน้านี้ PTT ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียมและปิโตรเคมีครบวงจร โดยผ่านธุรกิจที่ดำเนินงานเองและธุรกิจที่ลงทุนผ่านบริษัทในกลุ่ม ได้แก่ การสำรวจและผลิต จัดหาและจัดจำหน่าย ขนส่ง และแยกก๊าซธรรมชาติ ดำเนินกิจการค้าระหว่างประเทศสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันและปิโตรเคมี และมีการลงทุนในธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีในประเทศ
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเทรนด์การใช้พลังงานของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงทาง PTT จึงไม่หยุดที่จะดำเนินธุรกิจภายใต้ความเสี่ยงที่มีอาจจะต้องเผชิญต่อผลการดำเนินงาน จึงเห็นได้ว่าทาง PTT ได้ปรับตัวไปยังธุรกิจที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลกอย่างพลังงานสะอาด ด้วยการใช้นวัตกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจ โดยร่วมกับพันธมิตรอย่างฟ็อกซ์คอนน์ กรุ๊ป (Foxconn) ผลักดันโครงการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
ภายใต้การดำเนินธุรกิจของบริษัท อรุณ พลัส (ARUN PLUS) ซึ่งมีฐานะเป็นบริษัทย่อย เป็นผู้ลงทุนในบริษัทร่วมทุนที่เตรียมจัดตั้งขึ้นใหม่ โดยหน้าที่ของ อรุณ พลัส คือ การเข้าทำธุรกิจ EV Value Chain แบบครบวงจร โดยเฉพาะในเรื่องของการผลิต และมีดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านการสร้างความต้องการ (Demand Creation) โดยเบื้องต้นอย่างที่เราเห็นคือยานยนต์ไฟฟ้านั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โดยแผนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นั้น ทาง PTT ระบุว่า ไม่เกินในช่วงไตรมาส 2/65 จะสรุปแผนการลงทุนขั้นสุดท้าย โดยหากอนุมัติการลงทุนได้นั้น เฟสแรกจะเริ่มผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบเชิงพาณิชย์ จำนวน 50,000 คันต่อปี ซึ่งจะเริ่มในช่วงไตรมาสที่ 1/67 และเฟส 2 จะขยายกำลังการผลิตเป็น 1.5 แสนคันต่อปี
ทั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการมุ่งเน้นไปยังธุรกิจพลังงานสะอาดถือเป็นโอกาสสร้างธุรกิจอย่างยั่งยืนและสร้างการเติบโตช่วยในด้านของผลกำไรที่ได้จากธุรกิจ ซึ่ง PTT พยายามที่จะทำให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสะอาด และธุรกิจ Ev value chain เพิ่มเป็น 30% ในปี 2573 ของรายได้รวมจากเดิมอยู่ในระดับไม่เกิน 5%
สำหรับกลยุทธ์ที่ทาง PTT ดำเนินการในด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีธรรมาภิบาล โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนพลังงานสะอาด รวมถึงส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจรูปแบบใหม่
โดยขณะนี้คณะทำงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์กลุ่ม ปตท. (PTT Group Net Zero Task Force หรือ G-NET) อยู่ระหว่างดำเนินงานร่วมกันทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในระยะยาว จึงทำให้ได้รับรางวัล S&P Global Sustainability Award ประจำปี 2565 ในระดับ Silver Class ซึ่งเป็นผลการประเมินระดับความยั่งยืนจาก S&P Global รวมทั้ง ปตท. ยังได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก DJSI กลุ่มดัชนีโลก (World Index) และดัชนีตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Index) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10

