Official Update :

SCC รับสภาพ! ราคาน้ำมัน-วัตถุดิบพุ่งกระทบกำไร แต่ยังคงเป้ายอดขายปีนี้โต 10%

จากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ล่าสุด SCC ออกมาแถลงข่าวว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจเคมีภัณฑ์ และธุรกิจซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ซึ่งมีผลต่อกำไรบริษัทอย่างชัดเจน แต่เบื้องต้นคงเป้ายอดขายโต 10% ความต้องการยังมีอยู่ต่อเนื่อง


นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า บริษัทมีธุรกิจหลักจากเคมีภัณฑ์ ทั้งในง่ายอดขายเกือบ 50% ของยอดขายรวม แต่ถ้าคิดในแง่ของกำไรประมาณ 60% ของกำไรโดยรวม ถือเป็นธุรกิจที่ใหญ่มากต่อบริษัท


ดังนั้นธุรกิจเคมีภัณฑ์นั้น ที่มีแนฟทาเป็นวัตถุดิบหลัก ราคาเป็นไปตามราคาน้ำมันตลาดโลก เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีผลกระทบต่อธุรกิจเคมีภัณฑ์อย่างมาก แม้ยอดขายสินค้าไปยังรัสเซีย ยูเครนไม่มากเพียง 1-2% แต่ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมัน และต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงถือเป็นธุรกิจที่กระทบจากสถานการณ์รัสเซีย ยูเครนมากที่สุด


“ต้นทุนที่เป็นพลังงานในธุรกิจเคมีภัณฑ์อยู่ที่ราว 70-80% กระทบเท่าไหร่จะขึ้นกับ 2 ส่วน คือ ต้นทุนปรับขึ้นไปเท่าไหร่ และราคาปรับขึ้นไปเท่าไหร่ ซึ่งถือเป็นผลกระทบ”นายรุ่งโรจน์ กล่าว


ขณะที่ธุรกิจที่มีผลกระทบตามมาคือ ธุรกิจซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง โดยมีต้นทุนพลังงาน 15-20% ของต้นทุนรวม ซึ่งมีผลกระทบโดยตรง ส่วนธุรกิจที่กระทบน้อยสุดคือ แพ็คเก็จจิ้ง เพราะมีต้นทุนพลังงานเพียง 5% ของต้นทุนโดยรวม


อย่างไรก็ตามระยะสั้นการบริหารจัดการความเสี่ยง จะทำอย่างไรให้มีความมั่นใจว่าธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้จะเจอกับสถานการณ์แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต้นทุนพลังงาน การดูแลซัพพลายเซน ที่จะต้องประเมินอย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าซัพพลายเซนสามารถอยู่ได้


และอีกประเด็น คือ ต้นทุนทางการเงิน เพราะธุรกิจจะอยู่ได้ก็ด้วยการเงิน คือ มีกระแสเงินสดเพียงพอ มีหนี้ที่สามารถบริหารจัดการได้ มีดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามลักษณะแบบนี้เป็นสิ่งที่บริษัทเจอมาแล้วว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง โดยมองว่ายังสามารถสู้กับจุดนี้ได้ ซึ่งวิธีที่บริษัทจะต้องทำเสมอ คือ การปรับตัวตามสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า ต้นทุน ราคาสินค้า ที่จะปรับไปตามกลไกตลาด ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง


“ต้นทุนพลังงาน หากเป็นธุรกิจเคมีภัณฑ์ไม่ใช่แค่ต้นทุนพลังงานอย่างเดียวแต่เป็นต้นทุนวัตถุดิบเลย ซึ่งในแง่ของบริษัทอยู่ในภาวะที่ต้องแข่งขัน กล่าวคือ ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกการตลาด โดยส่วนใหญ่ผู้ผลิตทั้งหมด ในภาวะแบบนี้เนื่องจากเราอยู่กับลูกค้านานก็จะพยายามคงภาวะให้ลูกค้าไปให้ได้มากที่สุด ทุกคนจะพยายามชะลอการตัดราคาให้เต็มที่ แต่หากเป็นต้นทุนวัตถุดิบก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย  คงต้องปล่อยไปตามกลไกตลาด แต่ลักษณะของกลไกตลาดพยายามให้กระทบกับผู้บริโภคให้น้อยที่สุด จึงคิดว่าในเรื่องของต้นทุนจะพยายามรักษาต้นทุนเอาไว้ ประหยัด ลดต้นทุนให้ได้ หากไม่ได้จริงๆก็มีความจำเป็นที่จะปรับราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาด ”นาย รุ่งโรจน์ กล่าว


ขณะที่ผลกระทบต่อเป้าหมายยอดขาย จะมีไม่มาก เพราะส่วนใหญ่ต้นทุนปรับขึ้นไปมาก ราคาก็จะปรับขึ้นตามไปด้วยเช่นกัย ยอดขายก็จะเพิ่มขึ้น ขณะที่ในแง่ของกำไรคาดจะได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ากระทบเท่าไหร่ เนื่องจาก สถานการณ์ยังไม่ชัดเจนว่าจะออกมาในทิศทางไหน อย่างไรก็ตามตลาดของบริษัทอยู่ในอาเซียน ความต้องการของสินค้ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ยังคงต้องจับตากันต่อเนื่อง ดังนั้นจากเป้ายอดขายปีนี้ที่คาดจะเติบโต 10% เบื้องต้นยังไม่มีการปรับประมาณการแต่อย่างใด ซึ่งต้องรอดูสถานการณ์ก่อน


ส่วนในระยะยาวมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สักวันก็ต้องคลี่คลาย เมื่อคลี่คลายลงแล้วต้องมาสำรวจกันว่า แผนระยะยาวมีประเด็นอะไรที่สำคัญมากอยู่ อย่างเช่น โครงการเคมีฯที่ประเทศเวียดนามมีความคืบหน้า 90% โดยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเริ่มทยอยเปิดดำเนินการ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีความมั่นใจในเรื่องของการบริหารจัดการ จึงต้องดำเนินการต่อไป ขณะที่ประเด็นที่จะทำในเรื่องของ net zero โลกร้อน ESG ก็เป็นเรื่องที่บริษัทให้ความสำคัญเช่นกัน พร้อมมุ่งเน้นในธุรกิจที่มีการเติบโตในอาเซียน และนำเทคโลโลยีเข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง


สำหรับงบลงทุนที่เคยวางไว้ 80,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้กว่า 50% รองรับการลงทุนในปิโตรเคมีฯ ประเทศเวียดนามซึ่งไม่มีการปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด ขณะที่ส่วนอื่นๆ เป็นเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพที่ยังต้องเดินหน้าต่อ แต่ถ้าเป็นลักษณะที่ต้องใช้ระยะเวลาการลงทุนที่นาน คงต้องมาทบทวนกันอีกครั้ง หากเป็นลักษณะการเข้าซื้อกิจการก็คงต้องทบทวนเช่นกัน แต่ถ้าเป็นลักษณะโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วจะเดินหน้าต่อให้จบ แต่หากเป็นโครงการที่พัฒนาขึ้นใหม่คงต้องดูงบลงทุน และความต้องการ


“งบลงทุนที่เคยวางไว้ เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทบทวนว่าทำอย่างไรให้สามารถอยู่ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงได้ดีที่สุด บางโครงการที่ดำเนินการไปแล้วที่ประเทศเวียดนามจะต้องทำต่อเนื่อง ส่วนโครงการใหม่ๆ ยังคงต้องพิจารณา  หรือบางโครงการที่มีผลกระทบต่อการใช้เงินระยะยาวจะต้องเข้มงวดมากขึ้น” นาย รุ่งโรจน์ กล่าว

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”