โพยหุ้น หาจังหวะสะสม กลุ่มหุ้นในธีม Anti-Commodity
การเคลื่อนไหวของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิดหลังสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน เป็นเหตุทำให้สหรัฐฯ และประเทศในภูมิภาคตะวันตกใช้มาตรการคว่ำบาตรภาคการเงินและภาคพลังงานต่อรัสเซีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวในระดับสูง อีกทั้งยังมีปัญหาเงินเฟ้อเพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อตลาดหุ้น แต่ถ้าหากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนเริ่มคลี่คลาย และราคาพลังงานเริ่มปรับสมดุลเข้าสู่สภาวะปกติ หุ้นกลุ่มไหนจะได้รับผลบวก โพยหุ้นสัปดาห์นี้ Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว
ล่าสุดนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมาประเมินเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีใจความว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากหลายปัจจัย อาทิ ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 รวมถึงคุณสมบัติในการเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่นักลงทุนใช้ในการ Hedging ในสภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ราคาน้ำมัน NYMEXปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 25% จากช่วงสิ้นปี 2564 สู่ระดับ 95 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (แบบบวกลบ) ในช่วงกลางเดือน ก.พ.2565
แต่เหตุการณ์ที่ผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญไปแตะระดับ 125 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สูงสุดในรอบเกือบ 10 ปี ในช่วงต้นเดือน มี.ค. คือความตึงเครียดของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนนา ไปสู่มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินและทางด้านพลังงานจากประเทศมหาอำนาจอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา จำกัดอุปทานน้ำมันของตลาดโลก และยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ อาทิ โลหะ และต้นทุนการเกษตร ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตในหลายภาคอุตสาหกรรม สร้างความกังวลต่อปัจจัยทางด้านเงินเฟ้อและการเติบโตของ GDP โลก
ใครได้ใครเสียผลประโยชน์จากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น
ภาพรวมรายอุตสาหกรรมที่นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และผลกระทบหากรัฐบาลไทยปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อช่วยชดเชยผลกระทบจากเงินเฟ้อ โดยกลุ่มหลักที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้แก่ อุตสาหกรรมพลังงานต้นน้ำ (PTTEP BANPU) เป็นผู้ผลิตน้ำมัน, ถ่านหิน, ก๊าซธรรมชาติ ทำ ให้ราคาขายสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก ผลประกอบการจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อราคาพลังงาน
ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเชิงลบมากที่สุดจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นต้นทุนเพิ่มขึ้น คือ 1.กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC SCCC EPG) 2.กลุ่มพลังงานกลางน้ำ (โรงกลั่น) (TOP SPRC BCP) 3.กลุ่มเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม (CPF TU) 4.กลุ่มยานยนต์ (AH SAT) และ5.กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
จับตาหุ้น Anti-Commodity หลังสถานการณ์ฟื้นตัว
ฝ่ายวิจัยประเมินผลกระทบของราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นผ่าน Sensitivity Analysis โดยอิงราคาตลาดเฉลี่ยทั้งปี 2565 ระหว่าง 80-110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และต้นทุนของบริษัทจดทะเบียนที่ระดับ 10-25% จะได้กรอบดัชนี SET Index ที่ 1,476-1,697 จุด โดยมีค่ากลางที่ 1,614 จุด
อย่างไรก็ดี หากอิงราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลาย ก.พ. – มี.ค. 65 คาดสะท้อนปัจจัยด้านความกังวลของอุปทานและการ Hedging ของเงินเฟ้อไปมากแล้ว เชิงกลยุทธ์จึงให้น้ำหนักต่อการเก็งกำไรหุ้นกลุ่มAnti-Commodity ที่คาดจะฟื้นตัวได้เด่นหากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนเริ่มคลี่คลาย และราคาพลังงานเริ่มปรับสมดุลเข้าสู่สภาวะปกติ โดยหุ้นที่ฝ่ายวิจัยเลือกให้เป็น Top pick ใน Theme การฟื้นตัวได้แก่ AH, AJ, BDMS, HANA, IVL, SCGP, SCC, TOP และ TU
จากการสำรวจบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด พบว่าให้ราคาพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวดังกล่าว ประกอบด้วย
AH ที่ระดับ 34.40 บาท คงคาแนะนำ “ซื้อ” โดยคงมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของ AH ที่คาดเติบโตดีต่อเนื่องในปี 2565
ส่วน AJ ก็เช่นกัน แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมขึ้น 23.50 บาท จากการขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศเวียดนามจะส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯเพิ่มขึ้นในระยะยาว (ตลาดเวียดนามมีราคาขายสูง) และบริษัทฯอยู่ระหว่างการยื่นคำร้องให้มีการใช้มาตรการ Anti-Dumping กับสินค้าฟิล์ม BOPP ซึ่งจะทำให้บริษัทฯสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้นในระยะยาว
BDMS แนะนำ “ซื้อ” ประเมินมูลค่าพื้นฐานในปี 2565 ที่ 27.90 บาทและเลือกเป็นหุ้นเด่นกลุ่ม รพ. ด้วยมองว่าผลประกอบการฟื้นตัวดีต่อเนื่องในปี 2565 ซึ่งคาดว่าจะรับผลบวกจากการเปิดประเทศ คนไข้ต่างชาติจะกลับมา ซึ่งหลังผ่านพ้นวิกฤต COVID-19 รวมทั้งยังมองว่าธุรกิจของ BDMS อยู่ในช่วงของการเก็บเกี่ยวกำไรจากเงินลงทุน เนื่องจากผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ไปแล้ว และ รพ.ใหม่ที่เปิดส่วนใหญ่ผ่านจุดคุ้มทุนแล้ว
HANA คงคำแนะนำ “ซื้อ” อิงราคาเหมาะสม สิ้นปี 2565 ที่ 72.50 บาท แม้ HANA ยังต้องแบกรับขาดทุนจากธุรกิจ SiC แต่อยู่ในประมาณการของเราแล้ว ขณะที่ต้นทุนที่เสียไปแลกมากับโอกาสในการได้เข้าไปทำ สินค้ากลุ่ม Power Supply High End ใน Segment EV Car ที่ให้ GPM สูงและมูลค่าตลาดจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต ดังนั้นมองเป็นโอกาสเติบโตรอบใหม่มากกว่าความเสี่ยง
IVL แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 57.00 บาท คงประมาณการกำไรปี 2565 ที่ 3.2 หมื่นล้านบาท โต 21%จากปีก่อน ระยะสั้นหุ้นจะผันผวนตามสถานการณ์ในยูเครน เชิงกลยุทธ์นักลงทุนอาจทยอยสะสมแบบตั้งรับ
SCC คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 510.00 บาท
TU คงราคาเป้าหมายสิ้นปี 2565 ของ TU ที่ 26.50 บาท คงแนะนำ “ซื้อ”
TOP ทางพื้นฐานคงราคาเหมาะสม 65.00 บาท และคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยกลยุทธ์ทยอยสะสมช่วงหุ้นอ่อนตัว
สุดท้าย SCGP โดยบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าเห็นการเคลื่อนไหวของราคาทั้งในผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบซึ่งสามารถส่งต่อไปยังผู้บริโภคได้ ขณะเดียวกัน มองว่าบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตในระยะยาวได้ ทั้งในแง่การดำเนินงานและเงินทุน จึงคงแนะนำ ซื้อลงทุน ราคาเหมาะสม 75 บาท

