BPP คาดผลงานปี 65 เติบโต ทุ่มงบ 700 ล้านเหรียญฯ ขยายกำลังผลิต คงแผนปี 68 มีกำลังผลิตไฟฟ้า 5,300 เมกะวัตต์
BPP คาดปี 65 ผลงานเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ หลังรับรู้ผลกำไรจากโรงไฟฟ้านาโกโซ และโรงไฟฟ้า Temple I เต็มปี พร้อมทุ่มงบ 700 ล้านเหรียญฯ ขยายกำลังผลิตต่อเนื่อง มองราคาเชื้อเพลิงที่ปรับขึ้นกระทบเล็กน้อย คาดได้ข้อสรุปโรงไฟฟ้า HELE แห่งใหม่ที่สหรัฐ ภายในครึ่งแรกของปีนี้
นายกิรณ ลิมปพยอม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2565 บริษัทคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตอย่างนัยสำคัญ จากการรับรู้ผลกำไรจากโรงไฟฟ้านาโกโซ (Nakoso IGCC) ในญี่ปุ่น ซึ่งมีกำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุน 73 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I ในสหรัฐอเมริกา มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุน 384 เมกะวัตต์ เข้ามาเต็มปี รวมถึงคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ายังเติบโตได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายกำลังผลิตให้ถึงตามเป้าหมายที่ 5,300 เมกะวัตต์ ในอีก 4 ปีข้างหน้า (2568) จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิต 3,100 เมกะวัตต์
ส่วนแนวโน้มการดำเนินงานในไตรมาส 1/65 บริษัทมองว่ามีปัจจัยที่ทำให้เกิดความซับซ้อนในการคาดการณ์ธุรกิจ แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้ายังมีเข้ามาต่อเนื่องจากไฮซีซั่น รวมถึงจะมีการรับรู้ผลกำไรจากโรงไฟฟ้า Temple I เข้ามาเต็มไตรมาส น่าจะช่วยสนับสนุนให้ผลประกอบการเติบโตได้
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมหวินเจา (Vinh Chau) ระยะที่ 1 ในเวียดนาม ในไตรมาส 1/2565 อีกด้วย ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทจะมีกำลังผลิตรวม 3,242 เมกะวัตต์เทียบเท่า
สำหรับงบลงทุนในปีนี้ บริษัทวางไว้ราว 700 ล้านเหรียญ แบ่งเป็นงบลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนประมาณ 400 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นเงินสดที่บริษัทมีอยู่ ดังนั้นจึงมีความสามารถในการกู้เงินจากสถาบันการเงินหรือการใช้เครื่องมือทางการเงินเพิ่มเติมอีกมาก ทั้งนี้ บริษัทจะมุ่งเน้นในตลาดที่มีการเข้าไปลงทุนอยู่แล้ว เช่น ประเทศจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม สปป.ลาว และออสเตรเลีย ควบคู่ไปกับการหาโอกาสขยายกำลังผลิตในประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพเพิ่มเติมด้วย
“เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตจากความต้องการพลังงานและจีดีพีของประเทศที่ขยับตัวค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังมีการขยายตัวในธุรกิจพลังงานสูงมาก ขณะที่ออสเตรเลียและสหรัฐฯ เป็นประเทศที่ตลาดพลังงานที่มีความแข็งแกร่งมาก ดังนั้นโครงสร้างตลาดจึงแตกต่างจากเวียดนามหรือเป็นลักษณะ Merchant Market ซึ่งเรายังมุ่งขยายพอร์ตอย่างต่อเนื่อง”
ขณะที่ความคืบหน้าการลงทุนโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม (HELE) โครงการใหม่ในสหรัฐฯ บริษัทคาดว่าหลังสถานการณ์ Covid-19 คลี่คลาย ในเดือนเม.ย. 2565 จะมีการเดินทางไปประเมินโอกาสและความสามารถในการลงทุน คาดว่าอาจได้ข้อสรุปภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2565
ทั้งนี้ ราคาถ่านหินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตขยับขึ้นไปอยู่ในระดับสูงนั้น อาจส่งผลกระทบในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังานความร้อนในประเทศจีน แต่บริษัทเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะสามารถบริหารจัดการราคาถ่านหินให้กลับมาอยู่ในระดับปกติได้ภายใน 1-2 เดือน จากนโยบายควบคุมถ่านหินตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ส่วนโรงไฟฟ้า BLCP บริษัทมีสัญญาซื้อเชื้อเพลิงระยะยาว จึงมองว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับขึ้นจำกัด
