4 หุ้นเด่นน่าลงทุน ที่มาพร้อมกับ 4 ปัจจัยบวกเฉพาะตัว
สถานการณ์ของโลก ณ ขณะนี้มีหลายปัจจัยบวกและหลายปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจปากท้องประชากรทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ที่ดูเหมือนว่ายังคงหาข้อสรุปไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นของการคว่ำบาตรเริ่มกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ประกอบกับประเด็นนโยบายทางการเงินของทางฝั่งสหรัฐที่มีโอกาสจะปรับเพิ่มดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 0.25% และยกเลิกมาตรการใส่เงินเข้าในระบบ
อีกทั้งการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ยังไม่มีที่ท่าว่าจะจบลงง่ายๆ หลังจากที่ล่าสุดทางการจีนได้ประกาศล็อกดาวน์เมืองเซินเจิ้น 1 สัปดาห์เพื่อสกัดการแพร่ระบาด Covid-19 ซึ่งจะต้องจับตาดูว่าเป็นการระบาดระลอกใหญ่อีกหรือไม่ และจะต้องจับตาดูกันว่านโยบาย Zero Covid ของจีนที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้นั้น จะเดินหน้ากันต่ออย่างไร รวมถึงสถานการณ์ของไทยที่เงินเฟ้อกำลังเร่งตัวขึ้นรัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างไร
ประเด็นดังกล่าวข้างต้นนั้น ถือเป็นสิ่งที่ยังคงมีผลกดดันต่อภาพรวมการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ปัจจัยโดยภาพรวมนั้นอาจจะยังไม่เอื้อต่อการลงทุน แต่อย่างไรก็ตามในครั้งนี้ จะพานักลงทุนไปพบกับ 4 หุ้นที่มีประเด็นปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่ช่วยกระตุ้นการลงทุนได้บ้าง โดยจะมีหุ้นอะไร และปัจจัยบวกมากน้อยแค่ไหน Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
สำหรับหุ้นที่เราหยิบยกมากันในครั้งนี้คือกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินไว้ได้แก่บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT,บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP,บริษัท เวิลด์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ WFX และธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ซึ่งทั้ง 4 ตัวนี้มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่หนุนเป็นตัวกระตุ้นปัจจัยด้านการลงทุน และส่งผลต่อผลการดำเนินงานรวมถึงราคาหุ้น
เริ่มกันที่ GFPT ราคาหุ้นจะตอบรับเชิงบวก หลังจากที่ซาอุดิอาระเบียปลดล็อกให้นำเข้าไก่จากประเทศไทยได้อีกครั้ง โดยฝ่ายวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองเป็นบวกต่อประเด็นดังกล่าว โดยปัจจุบันซาอุดิอาระเบียนำเข้าไก่ปีละ 5.9 แสนตัน (70% จากบราชิล และ 30% จากยูเครนและฝรั่งเศส) ถือว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับไทยที่มีส่งออกปีละ 9 แสน ถึง 1 ล้านตัน จึงเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ส่งออกไก่ในไทยทุกบริษัท
โดย GFPT ได้รับอนุญาตจำนวน 1 โรงงาน แม้ในระยะสั้นยังไม่มีนัยยะต่องบปี 65 แต่คาดจะช่วยหนุนรายได้ในระยะกลางถึงยาว และมองว่า GFPT จะเป็นบริษัทที่ได้รับผลบวกมากที่สุดจาก Supply ไก่ในประเทศที่จะลดลงจากการส่งออกไปตลาดใหม่อย่างซาอุฯมากขึ้น หนุนให้ราคาขายไก่ในประเทศ และราคาไก่ส่งออกสูงขึ้น ช่วยชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้ และเป็นบวกต่อการฟื้นตัวของธุรกิจแนะนำ เก็งกำไร GFPT จากประเด็นบวกดังกล่าว คงราคาเหมาะสมที่ 14.80 บาท
มากันที่หุ้น WFX ขณะนี้ราคาหุ้นมีปัจจัยบวก ได้แก่ การที่เงินบาทอ่อนค่าทำระดับสูงสุดรอบ 1 เดือนครึ่ง ที่ 33.42 บาทต่อดอลล่าสหรัฐ ประกอบกับการแพร่ระบาดรอบใหม่ของ COVID ในจีนส่งผลให้ Supply เส้นด้ายยางยืดจากจีนคาดว่าจะลดลงและเป็นบวกต่อผู้ประกอบการไทย อีกทั้งภาพตลาดโดยรวมคาดหุ้นขนาดกลางเด่น เพื่อรอดูการประชุมเฟด และสถานการณ์ในยูเครน
สำหรับแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/65 คาดเติบโตสูงจากปีก่อน ทั้งนี้ประเมินว่ากำไรปี 2565 และ 2566 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการขยายกำลังการผลิตใหม่ รวมถึงการขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอื่นนอกเหนือจากจีนมากขึ้น เช่น บังคลาเทศ, ปากีสถาน, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ประเทศแถบยุโรป และอเมริกาใต้ เช่นบราซิล มากขึ้น ประเมินราคาที่เหมาะสมเบื้องต้นอยู่ที่ 10.90 – 14.50 บาท
ขณะที่ SCGP ประเมินว่าราคาหุ้นมีโอกาสไต่ระดับขึ้นได้ หลังราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเริ่มปรับตัวลงจากความคาดหวังเชิงบวกในการเจรจาระหว่างรัสเซีย-ยูเครน อาจส่งผลให้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงและลดความตึงเครียดลง มีโอกาสทำให้ราคาต้นทุนผลิตลดลง และ Valuation ไม่แพงมากนัก หลังราคาหุ้นปรับตัวลงราว 20% ในช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ซื้อขายที่ PER 2565 ลดลงเหลือ 26 เท่า จากก่อนหน้าที่สูงกว่า 30 เท่า
สำหรับไตรมาส 1/65 แม้คาดว่าธุรกิจยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์Omicron บ้าง และค่าขนส่ง – ต้นทุนพลังงานยังอยู่ระดับสูง อย่างไรก็ตาม เราประเมินแนวโน้มกำไรปกติในไตรมาส 1/65 จะฟื้นตัวจากไตรมาส 4/64ด้วยการรับรู้ผลประกอบการของ Deltalab เต็มไตรมาส (ปิดดีล M&A ได้เดือนธ.ค. 2564) รวมทั้งอัตรากำไรที่สูงขึ้นจากทิศทางราคากระดาษในตลาดโลกที่สูงขึ้น และผลของ Lag-time การปรับราคาขายในช่วงที่ผ่านมา
ปิดท้ายกันที่ TTB เป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่นโยบายดอกเบี้ยกำลังเป็นขาขึ้น อีกทั้ง TTB เป็นหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีความน่าสนใจเพราะราคาหุ้นยังคง Laggard กว่าหุ้นธนาคารพาณิชย์อื่น ซึ่งประเด็นบวกคือการที่ขณะนี้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐและของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินระดับ 2% โดยผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวล่าสุดของสหรัฐ อยู่ที่ 2.13% ขณะที่ของผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของไทยอยู่ที่ 2.29%

