เปิดศึกชิงจ้าว “กลุ่มเครื่องดื่ม” ใครจะยืนหนึ่งในช่วงไฮซีซั่น
ความร้อนของเหตุการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังคงระอุอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับอุณหภูมิความเดือดของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ยังคงไม่เย็นลง หลังจากที่ไวรัสโควิดยังคงไม่ลดการแพร่ระบาด เช่นเดียวกับประเทศไทยอีกที่ขณะนี้กระแสการเมืองก็ร้อนแรงไม่แผ่ว หลังจากที่มีข่าวออกมาพูดถึงกันว่าจะยุบสภากันแล้ว ไม่ต่างกับอุณหภูมิอากาศของไทย หลังจากที่กรมอุตุฯประกาศแล้วว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว
ถ้าพูดกันถึงในมุมทิศทางตลาดหุ้นตลาดทุนแล้วละก็คงจะหนีไม่พ้นประเด็นคำถามกันในวงคุยหุ้นว่า ช่วงหน้าร้อนแบบนี้หุ้นกลุ่มไหนจะได้ประโยชน์ น่าเล่นน่าลงทุน เก็งกำไรช่วงสั้นช่วงยาวได้บ้าง หนึ่งในคำตอบจากคำถามนั้นคงจะไม่เกินขอบเขตของหุ้น “กลุ่มเครื่องดื่ม” ที่ไม่ว่าใครๆจะต้องบริโภคน้ำดื่ม เครื่องดื่มชูกำลัง หรือเครื่องดื่มประเภท Functional Drinks ที่ไม่แค่ช่วยให้แก้กระหายแต่ยังช่วยให้ดีต่อสุขภาพ
สำหรับหน้าหุ้นในกลุ่มแบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำของตลาดหุ้นไทยที่นักลงทุนพอจะนึกชื่อออกเป็นลำดับแรกๆ เช่น บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI,บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG,บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP และบริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE โดยองค์ประกอบในแง่ของมุมมองด้านพื้นฐานและอนาคตของหุ้นเครื่องดื่มจะเป็นอย่างไร แล้วจะมีความน่าสนใจแค่ไหน Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
เริ่มตัวแรกกันที่ OSP เป็นหนึ่งในหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาสามารถยืนแข็งแกร่งเอาชนะในช่วงที่ตลาดผันผวนได้ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปลายเดือนก.พ.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มูลค่าการซื้อขายหุ้น OSP มีเข้ามาอย่างหนาแน่น หลังจากที่ในช่วงก่อนหน้านี้ราคาหุ้นถูกหมางเมินจากผลกระทบของโควิดทำให้ผู้บริโภคในประเทศ และต่างประเทศลดลง
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เนื่องจากการเข้าส่หน้าร้อนซึ่งเป็น High Seasonช่วยหนุนยอดขายในไตรมาส2/65 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลง 6.4% ช่วยลดความกังวลเรื่องต้นทุนในการผลิตและขนส่ง
จุดเด่นของบริษัท คือ ฐานะการเงินแข็งแกร่งเป็น Net Cash คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของอัตรากำไรตั้งแต่ไตรมาส2/65 เป็นต้นไป จากการออกสินค้าใหม่และปรับขึ้นราคา เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่1 มี.ค. ดังนั้น เราคาดกำไรปกติปี 2565 ที่ 3.8 พันล้านบาท เติบโต 19% จากปีก่อน กำหนดราคาเป้าหมายไว้ที่ 40 บาท
ข้ามมากันที่ CBG ราคาหุ้นในช่วงเดือนก.พ. และเดือนมี.ค. 65 มีให้เห็นกันว่าราคาหุ้นหลุดกรอบสำคัญที่ 100 บาท ราคาหุ้นโดนผลกระทบของโควิดทั้งในไทยและในจีนจนถึงขั้นเมาหมัด ไม่รู้ทิศทาง แต่อย่างไรก็ตามราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัวกลับเข้ามาหลังเป็นส่วนหนึ่งของหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มที่รับผลดีจากในด้านของไฮซีซั่น
นักวิเคราะห์มองว่า หนึ่งในปัจจัยการเติบโตหลักในปี 2565 คือรายได้ส่งออกที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ชัดเจน บริษัทปรับกลยุทธ์ในการลดส่วนลดการค้า และมีการปรับราคาขายในต่างประเทศขึ้นเฉลี่ยราว 3 –5% เพื่อชดเชยต้นทุนอลูมิเนียมและค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยตลาดที่บริษัทคาดจะเติบโตเด่นคือ จีน เติบโตไม่ต่ำกว่า 50% จากปี 64
กลุ่มเครื่องดื่มผสมสาร CBD จากกัญชงคาดจะได้เห็นอย่างน้อย 3 SKUs ในปีนี้ในรูปแบบของเครื่องดื่มอัดก๊าซ (soft drink) และ Functional Drink ปัจจุบันเจรจากับ Supplier เตรียมวางจำหน่ายในไตรมาส2/65 จำนวน 2 SKUs โดยจะเป็น Upside ต่อประมาณการ คงมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบในปี 65 คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย ที่ 119 บาท
ขณะที่ ICHI นักวิเคราะห์ระบุ 4 ปัจจัยบวกที่น่าจะกระตุ้นการลงทุนได้ คือ คาดกำไรจะมีทิศทางที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง ในช่วงไตรมาส1/65 และไตรมาส 2/65 ซึ่งจะเติบโตได้มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตมากกว่าไตรมาสก่อนหน้า จากปัจจัยตามฤดูกาล ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันหุ้นซื้อขายกันที่20 เท่า ซึ่งถูกกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มเครื่องดื่ม
คาดกำไรในช่วง 3 ปีข้างหน้าจะโตเฉลี่ยต่อปี(CAGR) ที่11% แตะ 742 ล้านบาทภายในปี 67 หนุนจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และการขยายตลาดใหม่รวมถึงอัตรากำไรที่โตขึ้นจากความประหยัดต่อขนาด อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าดึงดูดจะช่วยจำกัด downside โดยเชื่อว่าบริษัทจะรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลที่0.5 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นผลตอบแทนเกือบ 5% ในช่วง3 ปีข้างหน้า ประเมินราคาเป้าหมาย 13 บาทต่อหุ้น
ปิดท้ายกันที่ SAPPE ย้อนหลัง 5 วันทำการสตอรี่เด่นของหุ้นคือ ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมาตลอดต่อเนื่อง 5 วันทำการซื้อขายล่าสุดในช่วงที่ผ่านมา จากวันแรกราคาหุ้นอยู่ที่ 24.50 บาท ในวันที่ 9 มี.ค. ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 26.75 บาท ในวันที่ 15 มี.ค.65 นักวิคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มีมุมมองว่า ด้านต่างประเทศปีนี้บริษัทวางเป้าเติบโต 15-20% จากสินค้าที่นิยม และวางแผนกลยุทธ์เน้นช่องทางการขายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังคงขยายตลาดใหม่
ภาพรวมปีนี้ในประเทศวางเป้าเติบโต 10-15% จากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ราว 20 SKUs และขยายช่องทางการขายเน้น Online กับ e-commerce มากขึ้น นอกจากนี้บริษัทฯเตรียมแผนออกเครื่องดื่มผสม CBD คาดจะเห็นสินค้าช่วงไตรมาส2/65 ด้านต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น (PET) บริษัทฯยังสามารถบริหารได้จากการล็อคราคาล่วงหน้าไว้ โดยจะเริ่มเห็นผลกระทบในไตรมาส 2/65 แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 34 บาทต่อหุ้น

