GPSC วิวัฒนาการธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต ที่ขับเคลื่อนผลประกอบการเติบโตไปกับความยั่งยืน
หนึ่งในบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านพลังงานขนาดใหญ่ของประเทศไทย และเป็น Flagship ด้านพลังงานของกลุ่มบริษัทปตท. อย่าง บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC จากนี้ไปจะเป็นโรงไฟฟ้าที่มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิล และถ่านหินที่ลดลง ด้วยการมีวิวัฒนาการธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต ทั้งในด้านของการมุ่งเน้นไปยังพลังงานทดแทน และการเข้าสู่ธุรกิจแบตเตอรี่ รวมถึง EV Value Chain โดยวิวัฒนาการธุรกิจพลังงานของ GPSC จะเป็นอย่างไร Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
เริ่มต้นกันที่ GPSC เป็นประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าด้วยโรงไฟฟ้าประเภทโรงไฟฟ้าโคเจนเนอร์เรชั่น ขนากำลังการผลิตไฟฟ้า 4,467 MW โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 449 MW และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 2,206 MW อีกทั้ง มีโรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงานด้วยเทคโนโลยี SemiSolid (โรงงานแบตเตอรี่) ทั้งนี้เราจะพามาดูวิวัฒนาการธุรกิจพลังงานไปสู่พลังงานแห่งอนาคตของ GPSC เพื่อเป็นการตอบโจทย์หนึ่งในนโยบายการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืน
ตลอดระยะเวลาในช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าทาง GSPS มุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน โดยในช่วงปีที่ผ่านมา GPSC เร่งกระตุ้นพอร์ตการลงทุนด้านพลังงานอย่างต่อเนื่องด้วยการเข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าโซลาร์ ฟาร์มที่ประเทศอินเดีย กำลังการผลิต 3,744 MW มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท และติดๆกัน GPSC ได้ทุ่มเงินกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐเข้าลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ประเทศไต้หวันอีก 595 MW
ขณะที่ในธุรกิจแบตเตอรี่ และ EV Value Chain ก็เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลกยุคนี้ โดย GPSC มีโรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงานด้วยเทคโนโลยี SemiSolid หรือโรงงานผลิตแบตเตอรี่ ด้วยเทคโนโลยี SemiSolid โดยแนวโน้มและความต้องการใช้งานแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงหลายปีมานี้ ปัจจัยสำคัญ คือ รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องใช้แบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงานแทนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะประหยัดพลังงานมากกว่า ไม่มีมลภาวะ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยลดปัญหาโลกร้อนลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า GSPC จะมุ่งเน้นไปในทิศทางพลังงานที่มากขึ้น ตามแผนที่วางไว้ว่า จะขึ้นแท่นเป็น Top 3 โรงไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia) ที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% ภายในปี 2573 ซึ่งในระยะแรกมีเป้าหมายภายในปี 66 จะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 7,122 เมกะวัตต์ แบ่ง Renewable จะเพิ่มเป็น 37% , Natural gas ลดลงเหลือ 48% และ Coal ลดลง 11%
โดยผลที่ได้ของการมุ่งเน้นพลังงานสะอาดคือได้รางวัล S&P Global Sustainability Award ในระดับ Bronze Class และได้คัดเลือกให้อยู่ใน Sustainability Yearbook 2022 จากการประเมินของ S&P Global เป็นปีที่สอง ที่ได้รับการประเมินให้เป็นธุรกิจที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ประเมินดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI)
สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจของ GPSC ในการจัดการตามแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG) แม้ว่าต้องเผชิญกับปัจจัยต่างๆ ทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลต่อการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว
รวมถึงนโยบายของรัฐบาลในการประกาศเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ที่เข้มข้นและเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยที่ผ่านมา GPSC ได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในระยะยาวภายใต้กลยุทธ์ 4S ซึ่ง 2 ใน 4 ข้อนั้นที่มีส่วนสำคัญทางธุรกิจ “คือการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน” และ “การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และธุรกิจที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่”
นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ภาพระยะยาว GPSC จะ Outperform ได้ โดยโดยมี key catalyst คือ 1. outlook การลงทุนที่ดีในพลังงานทดแทนเพิ่มเติมทั้งในอินเดียและไต้หวัน (ลดผลกระทบค่าก๊าซจากโรงไฟฟ้า SPP) 2.นโยบายส่งเสริม EV ของรัฐคาดชัดเจน และพัฒนาการของธุรกิจแบตเตอรี่รี่ที่คาดจะเริ่มเห็นอย่างเป็นรูปธรรมในปี 64 3.ระยะยาวค่า Ft ที่ปรับสะท้อนต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมจะทำให้ค่าก๊าซที่กดดันในปี 65 เป็นเพียงผลกระทบช่วงสั้น
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าภาพของ GPSC ในอนาคตจะได้ประโยชน์จากการ “มีวิวัฒนาการธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต” ด้วยการมุ่งเน้นการลงทุนในพลังงานทดแทน เพื่อปกป้องมลพิษขึ้นสู่สภาวะอากาศ เพื่อรักษาการใช้พลังงานควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจด้วยความยั่งยืน และการมีวิวัฒนาการอีกครั้งคือธุรกิจแบตเตอรี่ที่เป็นการต่อยอดการพลังงานให้เป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะส่งบวกไปยังผลประกอบการที่จะรับรู้ผลกำไรของการดำเนินธุรกิจ

