5 ดีลใหญ่ในตลาดหุ้นไทย ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว
หลังจากในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะในปลายปี 2564 และช่วงต้นปี 2565 มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยประกาศดีลธุรกิจขนาดใหญ่ออกมามากมายทั้งในด้านของการร่วมทุนร่วมกิจการ การเพิ่มทุนจดทะเบียนและเสนอขายหุ้น PO ให้กับนักลงทุน การซื้อกิจการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล การร่วมทุนกับผู้ให้บริการศูนย์กลางซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และการปรับเปลี่ยนธุรกิจจากเดิมเพื่อให้บริษัทสามารถพัฒนาและขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้น
โดยในครั้งนี้ Wealthy Thai จะมาอัปเดตให้นักลงทุนทราบกันว่าดีลใหญ่ต่างๆในตลาดหุ้นไทยที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2564 และต้นปี 2565 ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการขั้นตอนไหน และจะจบดีลเมื่อไหร่ รวมถึงเมื่อจบดีลแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร จะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นและบริษัทเหล่านั้นอย่างไรบ้าง
SCB ใกล้จะจบดีลขึ้นยานแม่แล้ว
เริ่มกันที่ SCB หลังจากที่ได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้ว ขณะนี้ได้มาถึงกระบวนการแลกหุ้นจากธนาคารไทยพาณิชย์ “SCB” เป็น “SCBx” และนำหุ้น “SCBx” เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แทนหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ โดยกระบวนการแลกหุ้นในครั้งนี้ SCBx จะออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เพื่อแลกเปลี่ยนกับหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของธนาคารในอัตรา 1 หุ้นสามัญของ SCB ต่อ 1 หุ้นสามัญของ SCBX และ 1 หุ้นบุริมสิทธิของ SCB ต่อ 1 หุ้นสามัญของ SCBX
อย่างไรก็ตามการแลกหุ้นดังกล่าวจะไม่ได้เป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่จะเกิดขึ้นเฉพาะกรณีที่ผู้ถือหุ้นของ SCB ได้ทำการ “ตอบรับ” คำเสนอซื้อหลักทรัพย์แล้วเท่านั้น และเมื่อกระบวนการแลกหุ้นแล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2565 และเมื่อผู้ถือหุ้น SCB ตอบรับคำเสนอซื้อมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ SCB หุ้น “SCBX” จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ทั้งนี้จะยังใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “SCB” เช่นเดิม และผู้ถือหุ้น SCB ที่ได้ทำการแลกหุ้นได้สมบูรณ์ตามกำหนดเวลาจะเปลี่ยนเป็นผู้ถือหุ้น SCBx แทน ส่วนผู้ถือหุ้นของ SCB ที่ไม่ได้ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ในเวลาที่กำหนดจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นของธนาคารต่อไป อย่างไรก็ตามหลักทรัพย์ของธนาคารจะถูกเพิกถอนจากตลาดหลักทรัพย์ในวันที่หลักทรัพย์ของ SCBX เข้าจดทะเบียน
จับตา! ใกล้จะครบกำหนดดีลแล้ว
ไหนๆก็เป็นเรื่องของ SCB แล้วเราก็มาต่อกันในส่วนของดีลที่ทาง SCB ประกาศทุ่มงบกว่า 17,850 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อหุ้นสัดส่วน 51% ของ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด ทั้งนี้การเข้าทำธุรกรรมการซื้อขายหุ้นจะอยู่ภายใต้การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
โดยมีเงื่อนไขว่าผลการสอบทานธุรกิจ (Due Diligence) ของ Bitkub ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญต้องเป็นที่น่าพอใจ และคู่สัญญาได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาซื้อขายหุ้นครบถ้วน โดยคาดว่าธุรกรรมการซื้อขายหุ้นจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาสแรกของปี 2565
อย่างไรก็ตามจะต้องจับตาดูว่าดีลการลงทุนเกือบ 2 หมื่นล้านของทาง SCB ในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร เพราะใกล้จะครบกำหนดของระยะเวลาที่ทาง SCB ประกาศไว้ว่าธุรกรรมดังกล่าวจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2565
ดีลควบรวมกิจการ 8 แสนล้าน
มาต่อกันที่ดีลการควบรวมกิจการขนาดใหญ่ในธุรกิจโทรคมนาคม ที่ทั้งสองบริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์รวมกันกว่า 8 แสนล้านบาท ระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE กับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC โดยล่าสุดคณะกรรมการบริษัทของทั้งสองแห่งยืนยันชัดเจนแล้วว่าจะทำการควบรวมกัน หลังจากที่ได้ผ่านขั้นตอนของการศึกษากันและกันแล้ว
ทั้งนี้ ทั้งนี้ จะมีการจัดสรรหุ้นในบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบบริษัท ให้แก่ผู้ถือหุ้นของ TRUE และ DTAC ดังนี้ 1 หุ้นเดิม TRUE ต่อ 0.60018 หุ้นในบริษัทใหม่ และ 1 หุ้นเดิม DTAC ต่อ 6.13444 หุ้นในบริษัทใหม่ โดยขั้นตอนต่อจากนี้คือจะต้องรอผลการประชุมของผู้ถือหุ้นทั้งสองบริษัทเพื่อให้อนุมัติการควบรวมซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 4 เม.ย.65 นี้
โดยหลังประชุมผู้ถือหุ้นของ TRUE และ DTAC อนุมัติการควบบริษัทแล้ว จะต้องดําเนินการส่งหนังสือแจ้งมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นไปยังเจ้าหนี้ ภายใน 14 วันนับแต่วันที่ผู้ถือหุ้นลงมติ โดยกําหนดเวลาให้เจ้าหนี้ส่งคําคัดค้านภายใน 2 เดือนนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งมตินั้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมแล้วเสร็จ บริษัทใหม่จะยื่นคําขอให้รับหุ้นของบริษัทใหม่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และเมื่อตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุมัติคําขอดังกล่าว หุ้นของบริษัทใหม่จะเข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และหุ้นของ TRUE และ DTAC จะถูกเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้คาดการณ์กันว่าดีลดังกล่าวจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 3/65
TOP เตรียมเคาะราคาหุ้นเพิ่มทุน
หลังจากในช่วงที่ผ่านมา TOP มีแผนการขยายกลุ่มธุรกิจไปยังปิโตรเคมีสายโอเลฟิน ด้วยการเข้าลงทุนในบริษัทฯ PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (“CAP”) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตปิโตรเคมีชั้นนำในประเทศอินโดนีเซีย ทำให้ต้องมีแผนการจัดหาเงินทุนสำหรับการปรับโครงสร้างทางการเงินระยะยาว
ด้วยการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จำนวน 2,751,200,000 บาท จากทุนจดทะเบียนปัจจุบันจำนวน 20,400,278,730 บาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่จำนวน 23,151,478,730 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 275,120,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Par) หุ้นละ 10 บาท
โดยการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว จะแบ่งเป็นส่วนที่ 1 การเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป (Public Offering) จำนวนไม่เกิน 239,235,000 หุ้น ซึ่งรวมการเสนอขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 80% โดยจัดสรรตามสัดส่วนการถือหุ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ สงวนสิทธิไม่จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นที่จะทำให้หรืออาจเป็นผลให้บริษัทฯ มีภาระหรือหน้าที่ตามกฎหมายต่างประเทศ
ส่วนที่ 2 บริษัทฯ อาจมีการพิจารณาจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 35,885,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 15% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดที่เสนอขายในคราวนี้ ซึ่งจะดำเนินการไปพร้อมกันกับการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering) ผู้ลงทุนสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป
ทั้งนี้ การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2565 ของบริษัทจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน 2565 เวลา 9.00 น.
GULF ผนึก Binance
ปิดท้ายกันที่ดีลขนาดใหญ่ของทางฝั่งคริปโทฯ ในไทยอีกดีลหนึ่งเลยก็ว่า คือการที่บริษัท กัลฟ์ อินโนวา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ GULF ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับกลุ่ม Binance (“Binance”) เพื่อร่วมกันศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย

