Official Update :

Exclusive IMH แกะสูตรความสำเร็จ IMH กับเป้าหมายใหญ่รายได้ 1 หมื่นล้านบาท

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจ คือ การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ความชำนาญในด้าน M&A และเทิร์นอะราวด์ ที่ทำให้ บริษัท โรงพยาบาลอินเตอร์เมดิคัล แคร์ แอนด์ แล็บ จำกัด (มหาชน) หรือ IMH เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง


Wealthy Thai ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.สิทธิวัตน์ กำกัดวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IMH ที่ได้เปิดใจกับเรา โดยมีประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาว


โดยในปีที่ผ่านมา IMH ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก มีเคล็ดลับ และหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างไร ดร.สิทธิวัตน์ เล่าให้เราฟังว่า อย่างแรก คือการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ที่มองว่าเป็นจุดแข็งของบริษัทอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ในช่วง COVID-19 บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในการเข้ารับผู้ป่วย COVID-19 รวมทั้งการให้บริการตรวจ ATK, PCR การฉีดวัคซีนและการชุดตรวจเพิ่มเติมอีกด้วย ถัดมาอย่างที่สอง คือ มีความชำนาญในด้าน M&A และเทิร์นอะราวด์ ซึ่งจุดสำคัญภายหลังการ M&A คือ การเข้าไปลดต้นทุนแล้วจะสามารถทำให้กิจการนั้นๆเทิร์นอะราวด์ได้ นี่คือจุดแข็งอีกข้อของบริษัท


สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) มีมติอนุมัติ ก่อสร้างโครงการโรงพยาบาลใหม่ มูลค่าโครงการกว่า 5,000  ล้านบาท ภายใต้ชื่อ "โรงพยาบาล IMH แบริ่ง"  ซึ่งเป็นโรงพยาบาลทั่วไป ขนาด 600 เตียง บนที่ดินทำเลทอง 12 ไร่  ติดสถานีรถไฟฟ้า BTS​ แบริ่ง


โดยเงินลงทุนโครงการดังกล่าวจะผ่านการระดมทุน ในการนำโรงพยาบาล ประชาพัฒน์ (PCH) เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ นั่นแปลว่าบริษัทจะไม่มีต้นทุนการเงิน (Cost of Fund) เบื้องต้นคาดว่าจะยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้  และคาดจะสามารถนำโรงพยาบาล ประชาพัฒน์ เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ภายในช่วงปลายปี 2565 นี้ ภายใต้เงื่อนไขสภาวะตลาดที่อยู่ในเกณฑ์ดี


สำหรับโรงพยาบาล IMH แบริ่งจะแล้วเสร็จในปี 2568 โดยจะให้บริการสำหรับคนไข้เงินสด และประกันสังคมเป็นหลัก ซึ่งบริษัทคาดจะมีรายได้จากโรงพยาบาล IMH แบริ่งในปี 2568 ประมาณ 2,200 ล้านบาท หลังจากนั้นคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 6,000 ล้านบาทในปี 2572


นอกจากนี้บริษัทยังวางแผนการเติบโตด้วยการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งวางเป้าหมายปีละ 1 ดีล โดยมุ่งเน้นในธุรกิจโรงพยาบาล และแล็บ ที่บริษัทมีความชำนาญทั้งคู่ โดยบริษัทจะทำในสิ่งที่มีความถนัด ซึ่งวางงบลงทุนในการ M&A ปีละประมาณ 300-500 ล้านบาท


กลยุทธ์ในการเข้าซื้อโรงพยาบาลและให้ได้ในราคาที่ถูกกว่า ดร.สิทธิวัตน์กล่าว กล่าวว่า จุดแข็งของตนเอง คือ เคยเข้าซื้อโรงพยาบาลมาแล้ว 2 แห่ง คือ IMH ซึ่งเข้าตลาดหุ้นไปแล้วปี 2562 ขณะที่โรงพยาบาลประชาพัฒน์ เข้าซื้อมาเมื่อปี 2564 ซึ่งคนที่มีประสบการเข้าซื้อโรงพยาบาล 2 แห่ง ถือว่า น้อย รวมทั้งซื้อแล้วสามารถเทิร์นอะราวด์ได้ โดยธุรกิจโรงพยาบาล เป็นธุรกิจที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในที่เดียวกัน เป็นธุรกิจที่เลือกคนเข้ามาบริหาร นั่นหมายความว่า โรงพยาบาลที่ก่อสร้างขึ้นมาจำนวนมาก หรือ โรงพยาบาลที่มีการเปลี่ยนมือนั้น คนบริหารโรงพยาบาลและมีความสามารถมีเพียงไม่กี่คน ถือเป็นธุรกิจที่มีเอกลักษณ์ในตัวเอง


“แผนการดำเนินธุรกิจดังกล่าวทำให้มีโอกาสเห็นรายได้ของ IMH แตะระดับ 1 หมื่นล้านบาทในปี 2572”ดร.สิทธิวัตน์กล่าว


ในปี 2565 บริษัทวางเป้าหมายรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท เติบโตจากปี 2564 ที่มีรายได้รวมที่ระดับ 952.88  ล้านบาท โดยเฉลี่ยสร้างรายได้ไตรมาสละไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งแรงสนับสนุบส่วนใหญ่จะมาจาก COVID-19 ทำให้รายได้ส่วนใหญ่จะมาจาก COVID-19 แต่หากไม่มี COVID-19 สิ่งเดียวที่ทดแทนรายได้การหายไปของ COVID-19 คือ การ M&A และเทิร์นอะราวด์ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่บริษัทมีความชำนาญ


นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจาเข้าซื้อกิจการโรงพยาบาลขนาด 100 เตียง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เบื้องต้นคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปี 2565 โดยบริษัทจะใช้จุดแข็ง ด้าน M&A และเทิร์นอะราวด์  กล่าวคือ ธุรกิจเข้าไปซื้อนั้น สามารถเทิร์นอะราวด์  และรวมงบการเงินเข้ามาทันที


“ผมเน้นขยายตัวในกรุงเทพฯ ซึ่งการซื้อกิจการใดๆ ผมก็อยากเข้าไปบริหาร ผมจะไม่ซื้อแล้วให้คนอื่นไปบริหารแน่นอน ผมจะไปดูด้วยตัวของตัวเอง นี่คือ หลักการของผม ผมกลัวที่จะขาดทุน”ดร.สิทธิวัตน์กล่าว


ขณะที่ประเด็นตนเอง (ดร.สิทธิวัตน์ กำกัดวงษ์) เข้าซื้อหุ้น VIH (บมจ.ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์) จำนวน 5,378,000 ล้านหุ้น นามส่วนตัว ส่งผลให้ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ อันดับ 7 ดร.สิทธิวัตน์ เล่าให้ฟังว่า ในอนาคตมีแผนที่จะทำอะไรร่วมกันอย่างแน่นอน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ โดยนโยบาย คือ เปลี่ยนคู่แข่งเป็นพันธมิตร รวมทั้งเชื่อมั่นว่า VIH มองเห็นจุดแข็งของตนเอง และมองว่าธุรกิจโรงพยาบาล ต้องเอาการแพทย์เป็นตัวนำ แล้วผลประกอบการก็จะตามมาเอง


IMH กำลังจะแปลงสภาพจากโรงพยาบาลขนาดเล็ก ไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ขนาด 600 เตียง ซึ่งหุ้นเราเทรดที่ค่า P/E ปัจจุบันไม่เกิน 12 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มที่เทรดราว 29 เท่า จึงคิดว่านักลงทุนมีมุมมองที่เห็นแล้วว่า P/E น่าจะต้องเทรดราคาที่สูงขึ้น นั่นแปลว่า ราคาที่เป็นอยู่ ถือว่า ถูกเกินไป ซึ่ง P/E ถูกเกินไป ทั้งที่กำลังจะกลายเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ รวมทั้งเรากำลังจะเข้าซื้อกิจการและทำให้เทิร์นอะราวด์ จึงอยากให้เห็นว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง”ดร.สิทธิวัตน์ กล่าว



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”