EA กำลังต่อยอดธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ สู่การเป็นเบอร์1ยานยนต์ไฟฟ้าในไทย
เหตุผลที่หยิบยกหุ้น EA มาเล่ากันในครั้งนี้คือในช่วงที่ผ่านมาไม่กี่วันราคาหุ้น EA ตอบสนองรับข่าวกระแสยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และยิ่งสุดมีงานมอเตอร์โชว์ที่หลายค่ายรถยนต์เตรียมพร้อมเปิดตัวนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จึงทำให้ราคาหุ้น EA กลับมาโดดเด่นกันอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปตามสภาวะของตลาดหุ้นไทย
การกลับมาของหุ้น EA ในครั้งนี้ถือว่ามีปัจจัยบวกที่จะต้องจับตามองกันอีกแล้ว เพราะภาพต่อจากนี้ไป EA จะไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าที่มาจากพลังงานทดแทน และไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไออ้อนเพียงอย่างเดียว EA กำลังทรานฟอร์มธุรกิจและต่อยอดไปสู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว
EA ถือว่าเป็นหุ้นที่โดดเด่นอย่างมากในขณะนี้ ที่มาพร้อมกับปัจจัยบวกในด้านของนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนรวมถึงปัจจัยบวกพื้นฐานเฉพาะตัว ซึ่งนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนต่อธุรกิจ และปัจจัยบวกเฉพาะตัวจะมีอะไรบ้าง Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปหาคำตอบ
เริ่มกันที่ก่อนหน้านี้ธุรกิจที่เป็นดาวเด่นของ EA ที่ทุกคนจำกันได้คือโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลม ขนาดกำลังการผลิตรวมกันกว่า 664 เมกะวัตต์ (MW) และมีธุรกิจธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล (B100) กลีเซอรีนบริสุทธิ์
จากนั้นทาง EA ได้มีโปรเจ็คการลงทุนขนาดใหญ่ที่ก่อนหน้านี้ใครหลายคนมองว่ามันอาจจะเป็นไปไม่ได้ คือธุรกิจโรงงานผลิต"แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน โดย EA คาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็น New S-Curve ครั้งใหญ่ให้กับบริษัท ซึ่งดังกล่าว นำร่องเฟสที่ 1 กำลังการผลิตอยู่ที่ 1 กิกกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ผลิตได้สามารถนำไปใช้กับยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า รถโดยสารไฟฟ้า และเรือโดยสารไฟฟ้า
เมื่อมีโรงงานผลิตแบตเตอรี่แล้ว EA ได้นำเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ผลิตโดยบริษัทในกลุ่มของ EA มาใช้ออกแบบและผลิตเพื่อขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบโจทย์ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ ทั้งรถยนต์ MINE SPA1 ที่ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าจะผลิตและส่งมอบให้กับสหกรณ์แท็กซี่ ส่วนเรือไฟฟ้า MINE Smart Ferry ได้ทำการวิ่งในรูปแบบเชิงพาณิชย์ให้บริการในแม่น้ำเจ้าพระยา
อย่างไรก็ตาม EA ไม่หยุดอยู่แค่นั้น ยังได้ขยายประเภทของยานยนต์ไฟฟ้าจากรถยนต์ส่วนบุคคล และเรือไฟฟ้าไปยังกลุ่มรถบัสไฟฟ้า (EV Bus) ซึ่งถือเป็นไปตามแผนกลยุทธ์ในการขยายไปยังธุรกิจรถบัสโดยสาร ซึ่งได้จัดตั้ง บริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด (AAB) เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตรถบัสและรถเพื่อการพาณิชย์ทุกประเภท
และล่าสุด EA ได้ประกาศแผนการเข้าไปซื้อกิจการของบริษัท สมาร์ทบัส จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีสัปทานการเดินรถรวม 37 สาย สูงสุดกว่า 1,200 คัน ผ่านบริษัท อี ทรานสปอร์ต โฮลดิง จำกัด ด้วยงบลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท
โดยกลุ่ม EA มีเป้าหมายนำรถโดยสารไฟฟ้าที่ผลิตได้เอง มาวิ่งให้บริการในกรุงเทพฯ ให้ประชาชนได้ใช้รถโดยสารที่ทันสมัยและไร้มลพิษ โดยการลงทุนในบริษัท สมาร์ทบัส จำกัด จะทำให้ EA มีธุรกิจครอบคลุมต้นน้ำสู่ปลายน้ำ มีเครือข่ายรถโดยสารประจำทาง ที่แข็งแรงขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เชื่อมต่อรถโดยสารไฟฟ้า และเรือโดยสารไฟฟ้าของ EA ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างครบวงจร
คราวนี้มาดูมุมมองของนักวิเคราะห์ที่มีต่อปัจจัยธุรกิจของ EA กันบ้างว่าจะมองอย่างไร โดยมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่าอุตสาหกรรม EV ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ผันผวนและทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นแรงจูงใจให้ภาคการขนส่งหันมาเลือกใช้ EV มากขึ้น(Pay back Period สั้นลง)
ประกอบกับแรงสนับสนุนจากภาครัฐในด้านของการใช้งานและการผลิตในประเทศจะส่งผลให้อุปสงค์แบตเตอรี่ในประเทศเพิ่มสูงขึ้อย่างวดเร็วและจะเป็นประโยชน์ต่อ บริษัทที่มีกำลังผลิตแบตเตอรี่เพียงพอสำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์ (ปัจจุบันมี EA เพียงรายเดียว)
ขณะที่ EA มีคำสั่งซื้อรถ EV Bus อยู่ในมือ 500 คันและจะทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือน มี.ค. จนถึงไตรมาส 2/65 และคาดส่งมอบได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 -1,500 คันภายในปี 2565 ซึ่งใกล้เคียงกับสมมติฐานของฝ่ายวิเคราะห์ที่คาดการณ์ไว้ 1,500 คัน เบื้องต้นทาง EA ให้ Guidance ว่าธุรกิจ EV Bus จะมีอัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 10% (ราคาขายต่อคันอยู่ที่ 7-8 ล้านบาท ในขณะที่ EV Truck ซึ่งเป็นสินค้าใหม่จะเริ่มออกจำหน่ายในช่วงไตรมาส 2-3/65 ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ
สำหรับประเด็นในแง่ของต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น นักวิเคราะห์ให้เหตุผลว่า แม้ราคานิกเกิลและโคบอลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ต้นทุนแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นราว 20% แต่เนื่องจาก EA ขาย EV Bus ในรูปแบบของ Solution (มีการ Customize ให้กับลูกค้าแต่ละราย) ประกอบกับสัดส่วนต้นทุนแบตเตอรี่ต่อต้นทุน EV BUS ทั้งคันไม่สูงมากนักทำให้การปรับราคาทำได้ง่าย
โดยหลังรับคำสั่งซื้อจะมีการสั่งวัตถุดิบเข้ามาทันทีเพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคา Commodies ลง นอกจากนี้ EA ได้รับประโยชน์ทางภาษีเนื่องจากเป็นผู้ผลิตในประเทศ (ภาษีนำเข้า EV Bus อยู่ที่ราว 40%) จึงมีความสามารถในการซึมซับต้นทุนที่สูงขึ้นมากกว่าผู้ผลิตจากต่างประเทศ
ปัจจัยบวกอื่นๆที่รออยู่
นอกจากนี้ EA มีประเด็นบวกที่รออยู่คือ
1.การเริ่มจำหน่าย EV Truck (ใช้สายการผลิตร่วมกับ EVBus ได้บางส่วนแต่ยังต้องมีการลงทุนเพิ่ม)
2.การขยายธุรกิจไปในด้าน Downstream ของธุรกิจ EV (คาดมีความชัดเจนภายในครึ่งแรกของปี 65)
3.การเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ (อยู่ระหว่างทำ Feasibility Report)
4) การออก Convertible Bond จำนวน 900 ล้านยูโร โดย EA มีแผนนำจำนวนเงินที่ได้รับไปลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังผลิตแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับ 4GWh เป็นอย่างน้อย (มีแผนใช้เงินลงทุนในช่วงปลายปี 2565 - ต้นปี 2566)
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าประเด็นการเข้าไปซื้อกิจการของบริษัท สมาร์ทบัส จำกัด (SMB) จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันธุรกิจ e-Bus เพิ่มขึ้นในระยะยาว ทั้งนี้ SMB มีบริษัทย่อยที่ทำธุรกิจ shuttle bus 6 แห่ง และมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจรถโดยสารในกรุงเทพและปริมณฑลทั้งหมด 37 สาย มีจำนวนรถบัสราว 1,250 คัน (ในจำนวนนี้เป็นรถ EV แล้วกว่า 300 คัน) ทาง EA คาดว่าจะได้รับคำสั่งซื้อจาก SMB เพิ่ม 800 -1,200 คันหลังเข้าซื้อกิจการ
โดย ประเมินว่าจะสร้างส่วนเพิ่มกำไรให้กับ EA ถ้าหากได้รับคำสั่งซื้อจาก SMB 800-1,200 คัน ก็จะมีกำไรสุทธิเข้ามาเพิ่ม 560-1,200 ล้านบาท (หากให้ราคาขาย 7 10 ล้านบาท/คัน และ Net profit margin 10%) แต่อย่างไรก็ตามมองว่า จะไม่ได้ส่งมอบเร็ว เพราะขณะนี้ยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงานในโรงงานประกอบ e-Bus ของบริษัท ซึ่งขณะนี้บริษัทพยายามเร่งประกอบ เพราะมีกำหนดส่งมอบรถ e-Bus คันภายในสิ้นเดือนมี.ค.65

