Official Update :

ส่องอนาคตดัชนีตลาดหุ้นไทย ในวันที่มูลค่าการซื้อขายเบาบาง กับทิศทางเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำ

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า กรณีที่ตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ก่อนที่ผ่านมา รวมถึงต้นสัปดาห์นี้ปริมาณมูลค่าการซื้อขายเบาบางและลดต่ำลงกว่าในช่วงที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 5-6 หมื่นล้านบาทต่อวัน ซึ่งเป็นเพราะตลาดหุ้นไทยยังขาดปัจจัยหนุนที่จะกระตุ้นการลงทุนและอยู่ในช่วงของการพักตัว


แต่อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าในกรณีที่มูลค่าการซื้อขายตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับต่ำ แต่นักลงทุนต่างชาติกลับซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากย้อนไปดูในช่วงที่ผ่านมานั้นจะพบว่ากรณีที่เกิดขึ้นนี้ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายเบาบางจะพบว่านักลงทุนต่างชาติจะเน้นซื้อและสลับขาย โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปทางขายมากกว่าซื้อ


ขณะเดียวกันมีสัญญาณให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติทยอยสะสมหุ้นไทยต่อเนื่องในช่วงที่ตลาดไร้ปัจจัยบวกด้านการลงทุน โดยเมื่อวันที่ 28 มี.ค.65 มูลค่าการซื้อขายตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งพบว่าเป็นมูลค่าการซื้อการขายของนักลงทุนต่างชาติกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท และคิดเป็นสถานะซื้อสุทธิ 3 พันล้านบาท


ทั้งนี้ยังไม่นับรวมการที่นักลงทุนสถาบัน Roll over ใน SET50 Index Futures ซึ่งมีมูลค่าการซื้อและการขายกว่า 2 แสนสัญญา และมีสถานะคงค้างปรับเพิ่มขึ้นอีกกว่า 30,000 สัญญา ซึ่งก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าในช่วงที่ตลาดขาดปัจจัยบวก จึงเป็นจังหวะให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทยอยสะสม


แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าบรรยากาศการลงทุนปริมาณการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้มากกว่าเดิม เพราะสถานการณ์สงครามของรัสเซียและยูเครนเริ่มมีความเป็นไปได้ในพัฒนาการเชิงวบวก เพราะแต่ละฝ่ายเริ่มส่งสัญญาณท่าทีอ่อนข้อต่อกัน โดยมีสัญญาณมาจากการที่ราคาทองคำวันที่ 29 มี.ค. ปรับตัวลดลง


สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามคือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเชื่อว่ายังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เท่าเดิม แต่อาจจะมีการประเมินปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจของไทย แต่สิ่งที่ต้องจับตาดูคือความเห็นของแบงก์ชาติต่อกรณีทิศทางของอัตราดอกเบี้ยของไทยที่จะทยอยปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่ รวมถึงเสถียรภาพของค่าเงินบาทซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณให้เห็นถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไปภายในปีนี้ได้


ส่วนแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2/65 จะปรับตัวลดลงกว่าในไตรมาส1/65 และคาดว่าดัชนีจะทำไม่เกินระดับ 1,750 จุด ปัจจัยที่เข้ามากระทบต่อตลาดหุ้นคือ เศรษฐกิจในประเทศไทยกำลังเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ที่มาพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น โดยกำไรของบริษัจดทะเบียนจะต่ำกว่าไตรมาส 1/65 เพราะไม่สามารถทำมาร์จิ้นได้เท่ากับไตรมาสที่ผ่านมา เพราะต้นทุนปรับเพิ่มสูงขึ้น


หุ้นที่กลุ่มหุ้นจะสามารถ Outperform ตลาดหุ้นได้ เช่นหุ้นขนาดกลางและหุ้นขนาดเล็ก ที่ประกอบธุรกิจ ดิจิทัล โซลูชั่น กลุ่มบริหารสินทรัพย์ JMT-CHAYO-BAM โรงพยาบาล BH กลุ่มค้าปลีกที่สามารถผลักภาระต้นทุนไปให้กับผู้บริโภค CPALL-CRC-HMPRO



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่

Most Viewed
Stock of the Day
EGCO อัดงบ 3 หมื่นล้าน ลุยแผน “POWER4” ครึ่งปีหลัง เร่งขยายพอร์ตไฟฟ้า-พลังงานหมุนเวียน จ่อชิงเค้ก PDP 2026 รุก PPA-Data Center
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
TOA ผนึกพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยสู่ ‘Green Ecosystem’ ยกระดับมาตรฐาน Sustainable Construction สร้างอนาคตใหม่ที่ยั่งยืน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Where to put your money
“ความผันผวน” ไม่ใช่ศัตรูของนักลงทุน... แต่เป็น “โอกาส” ในการปรับพอร์ตให้ดีขึ้น !!!
เมื่อ 13 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
Private Credit อีกโอกาสลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ทางเลือกสำหรับนักลงทุนมั่งคั่ง
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
Krungsri Finnovate ชวนเปิดมุมมอง “Health is the New Wealth” ใน Future Wellness Economy Forum 2026 สู่โอกาสธุรกิจและการลงทุน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us