Official Update :

TOP ลั่นไตรมาส 2/65 จะบันทึกกำไรพิเศษ ขายหุ้น GPSC ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท เจรจา SCC หวังร่วมลุยปิโตรคอมเพล็กที่เวียดนาม

นางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า บริษัทจะบันทึกกำไรพิเศษจากการขายหุ้น บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC มูลค่าประมาณ 11,000 ล้านบาท ภายในงบการเงินไตรมาส2/65 โดยมีมูลค่าการขายดังกล่าว จำนวน 22,351 ล้านบาท


โดยบริษัทมีแผนปรับโครงสร้างทางการเงินระยะยาวให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อให้พร้อมรองรับการขยายธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ ซึ่งได้เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน และจะนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุน รวมถึงเงินที่ได้จากการขายหุ้น GPSC ไปชำระหนี้เงินกู้ระยะสั้นวงเงินประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายได้ประมาณ 700 ล้านบาท


รวมถึงจะช่วยลดอัตราส่วนระหว่างหนี้สินสุทธิต่อทุนของบริษัทฯ (Net Debt-to-Equity Ratio: D/E) ให้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 เท่า จาก ณ สิ้นปี 64 ที่อยู่ในระดับ 1.4 เท่า และคงอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิต (Credit rating) ให้อยู่ในเกณฑ์กลุ่มระดับลงทุน (Investment grade) ทำให้บริษัทมีความคล่องตัวมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจ


สำหรับกรอบระยะเวลาของการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนคาดว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จภายในช่วงไตรมาส 3/65 โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติแผน การเพิ่มทุนจดทะเบียน จำนวน 2,751,200,000 บาท จากทุนจดทะเบียนปัจจุบันจำนวน 20,400,278,730 บาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่จำนวน 23,151,478,730 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 275,120,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Par) หุ้นละ 10 บาท


นอกจากนี้บริษัทจะต้องใส่เงินลงทุนในโครงการลงทุน PT Chandra Asri Petrochemical (CAP) แห่งที่ 2 หากบริษัทดังกล่าวมีแผนที่จะสร้างโครงการใหม่แห่งที่ 2 วงเงินที่จะต้องใช้เพิ่มอีกประมาณ 270 ล้านเหรียญสหรัฐ จากที่ก่อนหน้านี้ได้ใช้เงินเข้าไปลงทุนแล้วกว่า 913 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะเป็นเงินจากภายในบริษัท



เจรจากับ
SCC หวังลุยปิโตรฯเวียดนาม

ด้านนายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ TOP เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างเจรจากับทางบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เพื่อโอกาสการเข้าลงทุนเพิ่มเติมในโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กที่ประเทศเวียดนาม หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทาง SCC ได้เข้าลงทุนในโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals แห่งที่ 1 แล้ว


ขณะเดียวกันมองว่า หลังจากที่บริษัทได้เขาไปลงทุนถือหุ้นใน PT Chandra Asri Petrochemical (CAP) บริษัทปิโตรเคมีครบวงจรรายใหญ่ในอินโดนีเซีย แล้วนั้นรวมถึงในอนาคตโครงการ โครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) แล้วเสร็จ จะมีส่วนช่วยเพิ่ม GIM ให้กับ TOP ได้อีกกว่า 4-5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล



TOP ปรับกลยุทธ์องค์กร

บริษัทได้ทบทวนแผนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและบริบทของธุรกิจ พร้อมก้าวสู่องค์กร 100 ปีอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Building on Our Strong Foundation ต่อยอดธุรกิจจากพื้นฐานด้านการกลั่นที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ ไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง กระจายผลิตภัณฑ์ตามที่ตลาดต้องการ


โดยเจาะลึกในตลาดภูมิภาคที่มีความต้องการสูง รวมถึงกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปสู่ธุรกิจที่มีความผันผวนต่ำและลงทุนในธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve สอดคล้องกับเป้าหมายที่จะมีสัดส่วนของกำไรจากธุรกิจปิโตรเลียม 40% ธุรกิจปิโตรเคมี 40% ธุรกิจไฟฟ้า 10% และธุรกิจใหม่อีก 10% ภายในปีพ.ศ. 2573


ทั้งนี้ จะดำเนินการผ่านกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน (3Vs) ได้แก่ 1) Value Maximization: Integrated Crude to Chemicals เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจปิโตรเลียมและสร้างความสามารถในการแข่งขัน ผ่านโครงการ CFP (Clean Fuel Project) และต่อยอดธุรกิจปิโตรเลียมไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีและ High Value Product (HVP) ซึ่งปีที่ผ่านมาได้ลงทุนใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (“CAP”) ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นก้าวแรกสู่การลงทุนในธุรกิจโอเลฟิน


2) Value Enhancement: Integrated Value Chain Management Regional investment & market playground บริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่า ผ่านฐานลูกค้าในภูมภาคที่มีอยู่เดิม กระจายผลิตภัณฑ์ตามที่ตลาดต้องการโดยเจาะลึกในตลาดภูมิภาคที่มีความต้องการสูง พร้อมเสาะหาโอกาสในการลงทุนที่เหมาะสมในภูมิภาคเตรียมฐานลูกค้าเพื่อรองรับหลังจากโครงการ CFP แล้วเสร็จ อีกทั้งขยายรูปแบบธุรกิจให้เข้าใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น เพื่อเข้าถึงความต้องการของลูกค้า


3) Value Diversifications การกระจายการเติบโต เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง โดยมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน รองรับความผันผวนจากธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี พร้อมกับการแสวงหาโอกาสในธุรกิจใหม่ (New S-Curve) สอดคล้องกับแนวโน้มอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานในอนาคต โดยลงทุนผ่าน Corporate Venture Capital (CVC) และลงทุนในธุรกิจใหม่ (Step Out) เช่น Biofuel, Biochem, Bioplastic และ Hydrogen


นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันโครงการสำคัญที่ไทยออยล์ดำเนินการอยู่ นอกจากโครงการ CFP คือการเข้าลงทุนธุรกิจปิโตรเคมีสายโอเลฟินใน CAP Indonesia ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรชั้นนำรายใหญ่ที่สุดของประเทศอินโดนีเซียในช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตครั้งใหม่และตอบโจทย์กลยุทธ์ทรานฟอร์มธุรกิจสู่ปิโตรเคมีที่มีมูลค่าสูง ซึ่งไทยออยล์จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้ทันที


อีกทั้งเป็นการขยายตลาดไปประเทศอินโดนีเซียที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจำนวนมาก และมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต เพราะยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน CAP มีกำลังการผลิตรวม 4.23 ล้านตันต่อปี และมีแผนก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีแห่งที่ 2 รองรับเป้าหมายขยายกำลังการผลิตอีกเท่าตัวเป็น 8 ล้านตันต่อปี ภายในปีพ.ศ. 2569


นอกจากนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเป้าหมายระยะยาวในปีพ.ศ. 2569 – 2573 ที่จะเดินหน้าสร้างการเติบโตครั้งใหม่ หรือ New Round of Growth ทางคณะกรรมการบริษัทฯ จึงพิจารณาปรับโครงสร้างทางการเงิน เพื่อรองรับโอกาสการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์สำหรับการเติบโตในอนาคต



มุมมองราคาน้ำมันดิบ

ส่วนแนวโน้มราคาน้ำมันดิบประเมินว่ามีโอกาสที่จะปรับขึ้นไปที่ระดับ 110-115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หากสถานการณ์สงครามรัสเซียกับยูเครนยังไม่สงบ ขณะเดียวกันมองว่าราคาน้ำมันดิบอาจจะปรับลดลงอยู่ในระดับไม่เกิน 95-100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลหากสถานการณ์ของสงครามเริ่มคลี่คลาย

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่