FETCO ชี้ตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น ความเชื่อมั่นต่างชาติอยู่ในระดับ “ร้อนแรง” คาด SET Index จะทะลุไป 1,800 จุด
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในระดับ “ร้อนแรง” โดยมองหุ้นไทยยังเป็นบวก จึงมีความเชื่อมั่นสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่งมองผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างโมเมนตัมให้ตลาดหุ้นที่จะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเชื่อว่านับจากนี้ไปเงินทุนยังไหลเข้าต่อเนื่อง
สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นในปี 2565 มองว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น คาดดัชนีมีโอกาสไปที่ระดับ 1,800 จุด สะท้อนจาก SET Index ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2565 ปิดที่ 1,695.24 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยสำคัญ คือ การเปิดประเทศที่จะต้องประสบความสำเร็จ
ขณะที่ทิศทางตลาดหุ้นในช่วงไตรมาส 2 เชื่อว่ายังอยู่ในทิศทางทรงตัว เนื่องจากยังมีหลายเหตุการณ์ที่ยังไม่มีการคลี่คลายอย่างชัดเจน รวมทั้งตลาดหุ้นยังปรับตัวขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว กลับมาอยู่ที่ระดับก่อนเกิดสงคราม ส่วนแรงส่งไตรมาสนี้อาจจะมีไม่มากเท่าไหร่ นักลงทุนอาจจะมองในเรื่องของการท่องเที่ยว ถ้าหากสถานการณ์สงครามเริ่มดีขึ้น ราคาน้ำมันเริ่มเฉลี่ยน้อยกว่าน้อย 100 เหรียญ ทำให้นักลงทุนอาจจะกังวลเรื่องของเงินเฟ้อน้อยลง
รวมทั้งภาครัฐอาจจะสามารถใช้งบประมาณเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่า การที่จะประคองราคาสินค้าต่างๆให้ไม่สูงเกินไป ซึ่งจะถือเป็นข่าวที่ดี ส่วนครึ่งปีหลังน่าจะมีโอกาสเห็นตลาดหุ้นขึ้นไปได้มากกว่านี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับทิศทางการท่องเที่ยวประเทศไทย และหากโชคดีไม่มีโควิดสายพันธุ์ใหม่เข้ามาให้เป็นที่กังวล น่าจะเป็นอีกตัวช่วยในระดับหนึ่ง
“มองว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น ซึ่งปีนี้ยังมีโอกาสเห็น 1800 จุด แต่ก็อาจจะไม่ได้ง่ายเท่าไหร่นัก โดยปัจจัยสำคัญคือ เรื่องการเปิดประเทศต้องประสบความสำเร็จ เพราะเราก็เสียโอกาสไปหลายเดือน โดยในช่วงไตรมาสแรกถือว่านักท่องเที่ยวเข้ามาไม่เยอะ เพราะสงครามและโอมิครอน ขณะที่ในช่วงไตรมาส 2/65 เชื่อว่ารัฐบาลทำให้การเดินทางง่ายขึ้นแล้ว ศบค. มีมติให้ยกเลิกการทดสอบ RT-PCR ก่อนเดินทางเข้าประเทศ เชื่อจะทำให้เห็นตัวเลขที่สูงขึ้น”นายไพบูลย์ กล่าว
ส่วนปัญหา Covid–19 ยังมีความน่ากังวล สำหรับการฉีดวัคซีน และมาตรการของภาครัฐในการรับมือ ที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจเป็นหลัก จึงเชื่อว่าน่าจะช่วยทำให้ความมั่นใจนักลงทุนยังสูง จึงเชื่อว่าครึ่งปีหลังของปีนี้น่าจะเริ่มเห็น ถ้านักท่องเที่ยวเข้ามามาก ผลประกอบการต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคน่าจะมีการปรับตัวขึ้น น่าจะเป็นแรงส่งให้ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้น
ด้านการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เชื่อตลาดรับรู้ไปแล้ว ว่ามีโอกาสขึ้นไปทะลุ 2% โดยปัจจุบันอยู่ที่ 0.25-0.5% แสดงว่าสามารถขึ้นไปได้อีกราว 1.5% หรือมากนี้เล็กน้อย ซึ่งหากเป็นแบบนี้จึงไม่น่ากังวลมากนัก แต่อย่างไรก็ตามอยู่ที่เงินเฟ้อว่าจะสามารถควบคุมได้มากน้อยแค่ไหน
ขณะที่ประเด็นดอกเบี้ยระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว ต้องดูว่าจะอยู่ต่อเนื่องนานแค่ไหน ซึ่งในอดีตบ่งบอกว่า ถ้าเริ่ม Inverted อนาคตอาจจะได้เห็นเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะ recession แต่ก็ไม่ได้เร็ว มีตั้งแต่เฉลี่ย 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง จากวันที่เริ่ม Inverted ไปจนถึง 2 ปี หรือ 3 ปีหลังจากนั้น
ทั้งนี้ประเด็น คลังเลื่อนแผนจัดเก็บขายหุ้น มองว่าจะไม่เป็นปัจจัยบวกอะไรมาก เนื่องจาก ช่วงที่ประกาศก็ไม่ได้ทำให้หุ้นร่วงมากนัก เพียงแต่เป็นเรื่องของทิศทางการพัฒนาตลาดหุ้นมากกว่า ซึ่งต้องขอบคุณกระทรวงการคลังที่เลื่อนออกไปก่อน เพราะว่าช่วงนี้ควรใช้ประโยชน์จากตลาดทุน เนื่องจาก เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามามาก และโมเมนตัวต่างๆก็เริ่มเข้ามา
รวมทั้งตลาดหุ้นไทยมีขนาดใหญ่ที่ระดับ 20 ล้านล้านบาท คิดเป็น 130% ของ GDP ที่ถือว่าสูงมาก จึงเป็นช่วงที่สามารถต่อยอดได้ และอยากเห็นรัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาตลาดทุนไทย ว่าจะต้องทำอย่างไรให้สามารถเป็นแหล่งทุนให้กับภาคเศรษฐกิจได้อย่างกว้างขวาง เนื่องจาก เงินทุนไหลเข้า ความมั่นใจมีสูง ซึ่งขณะนี้เรายังอยู่ระหว่างเขียนแผนพัฒนาตลาดทุนฉบับที่ 4 อีกด้วย ดังประเด็นคลังเลื่อนแผนจัดเก็บขายหุ้น จึงมองเป็นปัจจัยบวกระยะยาว ที่ทำให้สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ได้
นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนมีนาคม 2565 พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 117.92 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.3% จากเดือนก่อนหน้ายังคงอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” โดยนักลงทุนมองว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสแรกของปี 2565 จะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือความคาดหวังต่อการคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย ยูเครน และ การไหลเข้าของเงินทุน สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความกังวลต่อสถานการณ์ขัดแย้งระหว่าง รัสเซีย ยูเครน รองลงมาคือนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED และสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศ
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนมีนาคม 2565 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้
ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิถุนายน 2565) อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” (ช่วงค่าดัชนี 80-119) เพิ่มขึ้น 4.3% มาอยู่ที่ระดับ 117.92
ความเชื่อมั่นนักลงทุนกลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศอยู่ในระดับ “ทรงตัว” ในขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในระดับ “ร้อนแรง”
หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด หมวดธนาคาร (BANK)
หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น (FASHION)
ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสแรกของปี 2565
ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ความกังวลต่อสถานการณ์ขัดแย้งใน รัสเซีย ยูเครน
ผลสำรวจ ณ เดือนมีนาคม 2565 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นนักลงทุนบุคคลปรับเพิ่ม 25.1% อยู่ที่ระดับ 113.24 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับลด 22.2% อยู่ที่ระดับ 100.00 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่ม 5.9% อยู่ที่ระดับ 100.00 และความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับลด 6.7% มาอยู่ที่ระดับ 133.33
ในเดือนมีนาคม 2565 SET Index ปรับตัวอยู่ในกรอบแคบระหว่าง 1,619.10—1,698.40 จุด โดย SET index ปรับลงแรงในช่วงสัปดาห์แรกตามตลาดโลกหลังสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย ยูเครน ส่อแววยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม ตลาดทุนไทยปรับตัวขี้นได้เร็วจากเงินทุนไหลเข้าที่ส่งผลให้ต่างชาติมียอดซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม โดยต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในเดือนมีนาคมรวม 32,770.51 ล้านบาท และตั้งแต่ต้นปี 2565 ต่างชาติซื้อสุทธิรวม กว่า 108,340.35 ล้านบาท
นอกจากนี้ ตลาดทุนได้รับข่าวดีจากการที่ ศบค. มีมติให้ยกเลิกการทดสอบ RT-PCR ก่อนเดินทางเข้าประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบโดส เริ่ม 1 เมษายนนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อภาคท่องเที่ยวของไทย ส่งผลให้ SET Index ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2565 ปิดที่ 1,695.24 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อนหน้า
ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ ผลกระทบจากสถานการณ์ระหว่างรัสเซีย—ยูเครน และมาตรการที่นานาประเทศคว่ำบาตรรัสเซีย ซึ่งจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะน้ำมันดิบ แผนการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งการประกาศขึ้นดอกเบี้ยรอบแรก 0.25% เป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด อย่างไรก็ดี ยังเป็นปัจจัยที่น่าติดตามหากอัตราเงินเฟ้อยังสูงกว่าคาดการณ์ซึ่งจะมีผลต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบหน้า มาตรการผ่อนคลายต่อการรับมือวิกฤติโรคระบาด Covid-19 ในหลายประเทศซึ่งจะเอื้อให้ธุรกิจท่องเที่ยวทั่วโลกฟื้นตัวเร็วขึ้น ในส่วนของปัจจัยในประเทศได้แก่ การประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสแรกของปี 2565 และสถานการณ์โรคระบาด Covid–19 หลังเทศกาลสงกรานต์”
