“เอเซีย พลัส” มองเงินต่างชาติไหลเข้าต่อ ย้ำชัดปีนี้ SET Index ทะยาน 1810 จุด พร้อมคัด 6 หุ้นเด่นที่ควรมีไว้ในพอร์ต

ในงานนักวิเคราะห์พบสื่อ ไตรมาส 2/65 อัปเดตสถานการณ์การลงทุน ไทยและต่างประเทศพร้อมจัดพอร์ตลงทุนในไตรมาส 2 ของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ที่ยังคงเป้า SET Index ปีนี้ 1810 จุด ชี้ตลาดหุ้นไทยยังมีความได้เปรียบเพียบ โดยหุ้นที่จะเติบโตอย่างโดดเด่นจะเป็นหุ้น ที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ


นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจัยที่นักลงทุนจะเห็นต่อจากนี้ เริ่มจาก 1. ตลาดหลักทรัพย์ฯได้เพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลหุ้นที่ติด T1, T2, T3, ให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสทำให้ขึ้นขนาดเล็ก จะโดนกดดันทำให้ราคาปรับขึ้นได้ยาก จึงอาจจะทำให้นักลงทุนมีการย้ายมาลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่มากขึ้น


โดยประเมินว่าการปรับมาตการครั้งนี้มุ่งเน้นช่วยลดความร้อนแรงของหุ้นที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติลง และเป็นการสกัดกั้น การทำราคา ถือเป็นการลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุน พร้อมกับ หนุนให้นักลงทุนหันมาโฟกัสที่ Valuation มากขึ้น หรือหุ้นขนาดใหญ่มากขึ้น และยังสอดคล้องกับสถิติในอดีตช่วงเวลาที่ใช้นโยบายการเงินตึงตัว หุ้นขนาดใหญ่มักให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นขนาดเล็ก


2.ในอดีตเวลา Real Yield พลิกกลับมาเป็นบวก ราคา Commodity มีโอกาสปรับลงต่อจากนี้ ในกรณีที่นโยบายการเงินตรึงตัวขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นการตอกย้ำว่า ราคาน้ำมันผ่านพ้นจุดสูงสุด ดังนั้นหุ้นที่เกี่ยวกับต้นทุนน้ำมันที่มีความกังวลในช่วงที่ผ่านมา มีโอกาสที่จะพลิกกลับมาได้


3.ต้องคอยระวังสัญญาณ Inverted Yield Curve มักจะกดดันให้ตลาดหุ้นผันผวนเป็นระยะๆ ซึ่งปัจจุบัน Spread Bond Yield 10 ปี กับ 2 ปี ของสหรัฐแคบลง เรื่อยๆ ถ้าพลิกลงไปติดลบ อาจทำให้นักลงทุนกลับมากังวลว่าจะเป็นสัญญาณนำไปสู่เศรษฐกิจชะลอตัวในระยะ 9 ถึง 14 เดือน ข้างหน้าได้ ขณะที่ในระยะสั้นช่วงก่อนเกิด Inverted Yield Curve หุ้นมักปรับตัวลดลง แต่จะลงไปเรื่อยจนถึงจุดต่ำสุด หรือเห็นการฟื้นกลับของ Inverted Yield Curve แม้ว่ายังเกิด Inverted Yield Curve แต่ถ้าเอียงกลับขึ้นมาหุ้นอาจจะกลับมา outperform ได้ รวมถึงหากไม่เกิดแล้วหุ้นก็มีโอกาสขึ้นต่อ


ขณะที่ Fund Flow ยังหนุนตลาด อย่างเช่นผ่านไป 1 ไตรมาส ต่างชาติซื้อหุ้นไทยทุกเดือน และซื้อเยอะสุดในภูมิภาค แต่อย่างไรก็ตามก็ยังเห็นแรงขายของสถาบันที่ขายสวนลงทุน แทบจะเท่ากับแรงซื้อต่างชาติ เนื่องจากเป็นปีที่ครบกำหนดการไถ่ถอนกองทุน LTF ของปี 2559 มูลค่ารวมกว่า 5 - 6 หมื่นล้านบาท แต่ยังมีการขายต่อเกินระดับดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ากองทุนมีมุมมองว่านับจากนี้ตลาดหุ้นน่าจะขยับขึ้นได้ยาก ทำให้ถือเงินสดไว้จำนวนมาก


อย่างไรก็ตามปัจจุบันกองทุนถือเงินสด ณ สิ้นเดือนก.พ.มีกองทุนที่ถือเงินสดในสัดส่วนที่สูงกว่า 20% ถึง 21 กองทุนจาก 370 กองทุน คิดเป็น 3.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.52% ต่อเงินลงทุนทั้งหมด ถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับภาวะปกติที่ถือครองเงินสดราว 2-3% อีกทั้งยังเห็นแรงขายสุทธิต่อเนื่องในเดือน มี.ค. 65 ยังมีการขายต่อเนื่องท แสดงว่าปัจจุบันกองทุนถือเงินสดในสัดส่วนที่สูงขึ้นไปอีกกว่า 5-6% อย่างไรก็ตามหากมีประเด็นดีขึ้น และเริ่มผ่อนคลายลง เงินสดตรงนี้อาจจะพลิกกลับมาเป็นซื้อได้


ดังนั้นจึงเชื่อว่าเม็ดเงินจาก Fund Flow ยังมีโอกาสไหลเข้าต่อ ขณะที่แรงขายจากกองทุนมีโอกาสลดน้อยลง โดยกองทุนที่ถือเงินสดจำนวนมาก น่าจะกลับมาพยุง SET ได้


นอกจากนี้ยังมีแรงขับเคลื่อนจากกำไรบริษัทจดทะเบียน ที่สวนทางกับ GDP ที่ยังไม่ฟื้นเหนือ COVID-19 โดยกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีที่ผ่านมาทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1.04 ล้านล้านบาท สูงกว่า 21.3% เมื่อเทียบกับปี 2562 ช่วงก่อนเกิด COVID-19 อยู่ที่ 8.62 แสนล้านบาท เนื่องจากมีหุ้นใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยในช่วง COVID-19 มีบริษัทใหม่เพิ่มเข้ามาราว 38 บริษัท ที่ทำกำไรได้ราว 5.8 หมื่นล้านบาทและยังมาจากกำไรของหุ้น THAI ปี 2564 อีก 5.5 หมื่นล้านบาท ถ้าหัก 2 ส่วนนี้ออกกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2564 จะเหลือ 9.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับปี 2562 แสดงว่าบริษัทจดทะเบียนมีการรับมือกับ COVID-19 ได้ดี


ทั้งนี้แนวโน้มกำไรปี 2565 เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ ประเมิน EPS 88.9 บาท/หุ้น มีส่วนเพิ่มจากราคาน้ำมันที่ยืนในระดับสูงอีก 4 ถึง 5 บาท/หุ้น ตามสมมุติฐานฝ่ายวิจัยในระยะยาวให้ไว้ที่ 65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ว่าในช่วงต้นที่ผ่านมาปรับขึ้นไปเฉลี่ย 93.9 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ EPS มีส่วนเพิ่มได้อีกราว 4 ถึง 5 บาท/หุ้น


ขณะที่มองว่า หุ้นที่จะเติบโตอย่างโดดเด่นจะเป็นหุ้น ที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศอาทิ TRANS, CONS, INSUR, FOOD, COMM, ETRON, PROP เป็นต้น ที่น่าสะสม เพราะจะเห็นการเปิดประเทศมากขึ้นต่อจากนี้


นอกจากนี้ความได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งนอกจากกำไรที่แข็งแรงแล้ว valuation ในช่วงต้นปีหุ้นไทยยังขึ้นมาไม่เยอะ มีความน่าสนใจ ณ ดัชนีปัจจุบัน 1685 จุด ยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากมี Market Earning Yield Gap ของไทยที่ 4.6% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต) แสดงว่าตาม valuation ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันยังน่าลงทุน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ดอกเบี้ยประเทศไทยยังทรงตัวระดับต่ำ แต่ต่างประเทศภายใต้ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐจะมีโอกาสปรับขึ้นอีก 5-7 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี แต่ไทยยังไม่ขึ้น ทำให้พบว่า Market Earning Yield Gap ตลาดหุ้นโลก (MSCI World) ที่แคบลง แปลว่าไม่น่าลงทุนเท่าไหร่ หากเผชิญกับนโยบายการเงินที่ตรึงตัว ขณะที่ไทยปลอดภัยมีโอกาสทำให้ Market Earning Yield Gap ปรับขึ้นไปด้วย ถือเป็นความได้เปรียบของตลาดหุ้นไทยถือเป็นอีกแรงหนุน Fund Flow


ดังนั้นประเมินเป้าหมายดัชนีปี 2565 ยังคงไว้ที่ 1810 จุด อยู่ในระดับ Market Earning Yield Gap 4.3% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 4%) โดยในเชิงพื้นฐานจากแรงขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพจากการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งแรงหนุนจาก Fund Flow ที่ไหลเข้าต่อเนื่อง จึงมีโอกาสทำให้สามารถฝ่านฟันอุปสรรคเข้าไปได้



หุ้นเด่นที่แนะนำ ส่วนใหญ่ธีมไฮซีซั่น มีความมั่นคงในเรื่องของปันผล รวมทั้งกระแสเปิดเมือง แนะนำ

AEONTS โดยค่า P/E ถือว่าถูก 11-12  เท่า ขณะที่ dividend yield 2.5-2.8% ส่วนประเด็นราคาหุ้นมาพร้อมกับธีมการเปิดเมือง เศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งส่งผลบวกต่อสินเชื่อ กำหนด FV เท่ากับ 250 บาท


MAJOR จากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่องที่ฉายในปีนี้ ที่จะผลักดัน กำหนด FV เท่ากับ 25.00 บาท


GPSC กำหนด FV เท่ากับ 86.50 บาท/หุ้น นับเป็นอีกหนึ่งหุ้นที่ได้รับ sentiment เชิงบวกในด้านมาตรการสนับสนุน EV ของทางภาครัฐ


SAPPE แรงหนุนเข้าสู่ไฮซีซั่นช่วงไตรมาส 2 ตลาดส่งออกมีแรงหนุน จากเงินบาทอ่อนค่า ขณะที่ในเชิง Valuation มี PER ซื้อขาย 19 เท่า ต่ำกว่า ICHI ที่ 24 เท่า และ CBG, OSP ราว 30 เท่า กำหนด FV เท่ากับ 30.00 บาท


SCC ถือเป็นหุ้นที่ควรมีในพอร์ต งบลงทุนที่ถูกใช้ไปกว่า 3 แสนล้านบาท ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมากำลังเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนการลงทุน กำหนด FV เท่ากับ 500 บาท


และLH ให้ FV ปี 2565 อยู่ที่ 11.00 บาท โดยภาพรวม LH จ่ายเงินปันผลอัตราสูง 6% ต่อปี ถือเป็นอีกหนึ่งตัวที่ควรมีไว้ในพอร์ต โดยไม่ผันผวนในด้านโครงสร้าง

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Stock of the Day
BDMS เพิ่มงบ WellEra รวมมูลค่า 2.9 หมื่นลบ. ขยายพื้นที่อาคารเพิ่มศักยภาพโครงการ รองรับธุรกิจ Wellness คาดแล้วเสร็จปี 73
เมื่อ 15 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“AI” โอกาสลงทุน “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ศก.โลก ชี้เพิ่งอยู่ช่วงเริ่มต้น “วัฏจักรขาขึ้น” รอบใหญ่... ส่วน “หุ้นอวกาศ” อีกแนวโน้มการเติบโตแห่งอนาคต !!!
เมื่อ 16 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
เจาะ 3 หุ้นสายการบิน ไตรมาส 2/69 โลว์ซีซั่น-ต้นทุนน้ำมันกดดัน
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
Thailand Investment Forum 2026 | The Resilience of Wealth พลิกกลยุทธ์ ฝ่าโลกป่วน สร้างความมั่งคั่ง
เมื่อ 21 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
แจ้งเตือนผู้ถือหุ้นกู้ EP24DA ใช้สิทธิในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569
เมื่อ 15 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us