FED ทุบตลาดหุ้นดิ่งแรง 20 จุด โบรกเกอร์มองกระทบสินทรัพย์เสี่ยง แนะจัดพอร์ตรับนโยบายการเงินตึงตัว
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นเช้าวันนี้มีความร้อนแรงอีกแล้ว หลังจากมีปัจจัยเดิมๆที่มากดดันราคาหุ้น ล่าสุดนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า คาด SET Index จะถูกกดดันจากสถานการณ์เงินเฟ้อ ทำให้ยังไม่ผ่าน 1,705จุดขึ้นไปได้ ส่วนแนวรับที่ 1685 จุด
โดยสถานการณ์เงินเฟ้อทั่วโลกสร้างความกังวลมากขึ้น และเป็นแรงกดดันให้ ธนาคารกลาง ใช้นโยบายการเงินตึงตัวในอัตราเร่งมากขึ้น โดยในส่วนของ Fed มีกระแสหนุนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เร็วขึ้น และให้เริ่มกระบวนการ ปรับลดขนาดงบดุล ซึ่งแนวคิดดังกล่าวจะสร้างแรงกดดันให้กับราคาสินทรัพย์ ทางการเงินที่ถูกพยุงให้อยู่ระดับสูงด้วยสภาพคล่องส่วนเกิน ส่วนในบ้านเรา เงินเฟ้อก็อยู่ในภาวะที่น่ากังวลมากขึ้น โดยตัวเลขเดือน มี.ค.65 ปรับขึ้นมาอยู่ ที่ 5.73% และทำให้มีการปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อปี 2565 ขึ้นมาอยู่ที่ 4.5% จากเดิม 1.5% สถานะดังกล่าวทำให้ส่วนต่างระหว่างเงินเฟ้อกับอัตรา ดอกเบี้ยเงินฝากมากเกินไป อาจเห็นการทบทวนมาตรการทางการเงิน
มุมมองเรื่องเงินเฟ้อทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่คิดว่าเป็นผลกระทบจากสงคราม ยูเครน-สหรัฐฯ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ มาเป็นการที่ระบบเศรษฐกิจต้องอยู่กับภาวะเงินเฟ้อสูงเป็นระยะเวลายาว หลังสถานการณ์สู้รบยืดเยื้อ และตามมาด้วยการคว่ำบาตรรัสเซีย จากหลายประเทศ และหลายธุรกิจ ภาวะดังกล่าว ทำให้หลายประเทศต้องพิจารณาใช้นโยบายการเงินตึงตัวเร็วขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศฝั่งพัฒนาแล้วทั้งสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ และสุดท้ายก็จะขยายวงมากขึ้นไม่เว้นแม้แต่ ธนาคารกลางในบ้านเราในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า
ล่าสุด Fed เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 15-16 มี.ค. 2565 ในวันพุธตามเวลาสหรัฐ โดยระบุว่า กรรมการเฟดเห็นพ้องที่จะปรับลดขนาดงบดุลลงเดือนละ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์อย่างเร็วที่สุดในเดือนพ.ค.นี้ นอกจากนี้ กรรมการเฟดหลายคนยังสนับสนุนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% จำนวนหนึ่งหรือสองครั้งในการประชุมวันข้างหน้า(รวมทั้งปีปรับขึ้นดอกเบี้ย 7 ครั้ง) หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงทุกตลาด ทั้งสหรัฐฯที่ปรับตัวลง 0.4%-2.2% ยุโรปที่ปรับตัวลง 0.2%-2.2% และเอเชียเช้านี้ที่แกว่งตัวในแดนลบ สวนทางกับ Bond Yield 10 ปีของสหรัฐฯที่ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอย 3 ปี ที่ระดับ 2.60%
ขณะที่ประเทศไทย ล่าสุดสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของไทยหรือเงินเฟ้อทั่วไป เดือน มี.ค. 2565 เท่ากับ 104.79 สูงขึ้น 5.73 %(YoY) สูงสุดในรอบ 13 ปี เหตุได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ค่าไฟ ราคา อาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นคาดแนวโน้มสูงต่อ หลังผลกระทบจากสงครามยูเครน-รัสเซีย โดยปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2565 ใหม่อยู่ 4-5% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 0.7- 2.4% ซึ่งถือเป็นแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตที่อาจจะไม่ทรงตัวอยู่ที่ ระดับ 0.5% ได้นานนัก ซึ่งถือเป็น Sentiment เชิงลบต่อ SET Index
เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบการลดขนาดงบดุลของ Fed ในรอบนี้กับรอบปี 2018 พบว่า มีความแตกต่างกัน คือ
1. Fed เร่งลดขนาดงบดุลเฉลี่ยต่อเดือนมากกว่าในอดีตถีง 3 เท่า โดยในปี 2018 Fed ลดขนาดงบดุลเฉลี่ยอยู่ที่ 3.1 หมื่นล้านเหรียญ/เดือน และปัจจุบันคาดว่าจะลด 9 หมื่นล้านเหรียญ/เดือน
2. ตลาดคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยทุกรอบการประชุม ถือเป็นการเร่งขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วกว่าปี 2018 ถึง 2 เท่า โดยในปี 2018 Fed มีการประกาศขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง (เฉลี่ย 3 เดือนครั้ง) จาก 1.5% ขึ้นมาเป็น 2.5% ขณะที่ปัจจุบันตลาดคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยทุกรอบในการประชุม (เฉลี่ย 3 เดือน 2 ครั้ง)
ประเด็นดังกล่าว ถือว่าส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากเป็นการลดสภาพคล่องส่วนเกินที่เร็ว และแรงกว่าที่ตลาดคาด นอกจากนี้ยังหนุนให้ Real Yield (ผลต่างระหว่าง Bond Yield กับคาดการณ์เงินเฟ้อ) มีโอกาสพลิกกลับมาเป็นบวกได้เร็วขึ้น กดดันให้ราคา Commodity ต่างๆทยอยปรับตัวลง สะท้อนได้จากสถิติในอดีตเวลา Real Yield พลิกกลับมาเป็นบวก ราคา Commodity มีโอกาสปรับลงเสมอ ซึ่ง Real Yield ปัจจุบันเริ่มลดระยะติดลบน้อยลงเรื่อยๆ และการใช้นโยบายการเงินต่อเนื่องจะช่วยเพิ่ม Bond Yield พร้อมกับลดเงินเฟ้อ และอาจจะส่งผลให้ Real Yield ในระยะถัดไปผลิกกลับมาเป็นบวกได้ และในอดีตเวลา Real Yield เป็นบวกราคา Commodity ต่างๆ มักจะปรับตัวลดลงเสมอ สะท้อนได้จากการเปรียบเทียบ Real Yield กับ BCOM (ดัชนี Commodity ทั้งหมด 23 ชนิดที่ Bloomberg นำมาสร้างรวมกันในดัชนีเดียวกัน อาทิ ทองคำ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ )
ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่นักลงทุนกังวลมากในปีนี้ และเป็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับตลาดหุ้น อย่างไรก็ตามยังพอมีหุ้นที่สามารถรับมือกับปัจจัยดังกล่าวได้ดี และน่าจะ Outperform ตลาดได้ โดยฝ่ายวิจัยแนะนำหุ้น 3 กลุ่ม ดังนี้
▪ หุ้นได้แรงหนุนจากนโยบายการเงินตึงตัว แนะนำ กลุ่มธนาคารและประกัน KBANK, SCB, BBL, BLA
▪ หุ้นได้ประโยชน์ต้นทุนอิงกับราคา Commodity มีโอกาสทยอยลดลง แนะนำ GPSC, BGRIM, BJC, SAPPE
▪ หุ้นปัจจัย 4 ผันผวนต่ำกว่าตลาด แนะนำ M, CPALL, HMPRO, CRC, BH, BDMS
ส่วนกลยุทธ์หลบความผันผวนวันนี้ แนะนำหุ้นรับมือกับนโยบายการเงินตึงตัว อย่าง KBANK, GPSC, M เป็น Top pick
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า เช้าวันนี้ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลง ตามที่เคยบอกไว้ว่าวันนี้และวันศุกร์ว่า Fed Minutes จะเป็นปัจจัยกดดัน มากกว่าปัจจัยบวก ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เนื่องจากภาพในเรื่องของ QT ที่จะมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตามทุกความผันผวนที่เกิดขึ้นจะแฝงอยู่ในแง่ของการลงทุนเสมอ
ทั้งนี้รายงานการประชุมเฟด เดือน มี.ค. สะท้อนถึงการตึงตัวนโยบายการเงินของเฟด และเตรียมประกาศ QT ในการประชุมวันที่ 4 พ.ค. สอดคล้องกับคาดของฝ่ายวิจัยที่ระบุไว้ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมาว่าให้ลดพอร์ตการลงทุน รวมทั้งการเทรด TFEX ก็ให้ปรับมาเล่นทางลงบ้าง
โดยดูแล้วว่าตลาดน่าจะปรับตัวขึ้นยากพอสมควร มีโอกาสซึมตัวลงต่อ ขณะที่หุ้นกลางเล็กน่าจะดูเด่นกว่า แต่บรรยากาศโดยรวมก็น่าจะไม่เอื้ออำนวยมากนัก เพราะคาบเกี่ยวกับวันหยุด เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับนักลงทุนแล้วว่า จะรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไม่ใช่ขาขึ้น โดยทั่วโลกมีความชัดเจนแล้วว่าเป็นขาลง แต่ของไทยเองลงน้อยกว่า เนื่องจาก ช่วงที่ตลาดหุ้นอื่นๆปรับขึ้น ไทยเองไม่ได้ปรับขึ้นตามไปด้วย โดยรายงานการประชุม Fed แน่นอนแล้วว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมวันที่ 4 พ.ค.น่าจะเกิดขึ้น 0.5% รวมทั้งการทำ QT และจะเริ่มลดขนาดงบดุลโดยกำหนดเพดานไว้ที่ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน และMBS 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน ถ้าอิง 95,000 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือนจะเป็น 1.1ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี ของเดิมเริ่มจาก 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน เป็น 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน ใช้เวลา 2 ปีในการปรับลดจาก 4.4ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือ 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
“ช่วงที่เกิดโควิด ทุกอย่างดูแย่ แต่หุ้นขึ้นได้เพราะสภาพคล่อง นักลงทุนอย่าไปคุ้นชินกับภาพดังกล่าว เพราะตอนนี้ภาพมันเปลี่ยนแล้ว ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะลดสภาพคล่อง อย่างที่เราแชร์มุมมองมาตลอดว่า หาจังหวะขาย แล้วซื้อล่าง อยากให้ปรับ Mindset การลงทุน แต่อย่างไรก็ตามยังต้องรอความชัดเจนในวันที่ 4 พ.ค.”นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
