Exclusive TNDT เดินเกมรุกเจาะตลาดอินโดฯ พร้อมเตรียมผนึกสตาร์ทอัพพัฒนาเทคโนโลยี
บริษัท ไทย เอ็น ดี ที จำกัด (มหาชน) หรือ TNDT เป็นผู้ทำธุรกิจบริการ การทดสอบ ตรวจสอบ และรับรองผล ด้วยเทคนิคไม่ทำลาย (NDT) ซึ่งไม่ทำลายชิ้นงานให้ผิดไปจากก่อนการทดสอบ เป็นเทคนิคที่ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือใช้อุปกรณ์อื่นใดได้โดยง่าย สามารถใช้ในภาคอุตสาหกรรม ทั้งการแพทย์ การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม เพื่อความปลอดภัยทางวิศวกรรมทางสุขอนามัย อาชีวอนามัย ฯลฯ
โดยข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อการรับรอง แก้ไข ปรับปรุง ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ข้อกำหนด ซึ่งบริษัทฯ เริ่มต้นธุรกิจบริการเพื่อความปลอดภัยทางวิศวกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติภัยร้ายแรง นอกจากนี้ เป็นธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise - SE) ด้วยเกี่ยวข้องกับชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมโดยตรง นอกเหนือจากนั้นยังสามารถขยายธุรกิจบริการไปยังอุตสาหกรรมอื่นได้โดยง่าย หากภาวะอุตสาหกรรมนั้นๆ มีโอกาสเติบโต
โดยทีมข่าว Wealthy Thai ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นายธนรรจ์ ศตวุฒิ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เอ็น ดี ที จำกัด (มหาชน) หรือ TNDT ซึ่งบอกกับเราว่า TNDT อยู่ในอุตสาหกรรมมานานกว่า 40 ปี ถือเป็นรายแรกในอุตสาหกรรม โดยประกอบธุรกิจในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรม oil & gas ใช้เทคนิคการทดสอบแบบไม่ทำลาย (Non - destructive Testing - NDT) โดยใช้อุปกรณ์และเครื่องมือที่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ ในการฉายแสง ฉายรังสี เพื่อดูชิ้นงานด้านในว่าได้มาตรฐานแค่ไหน กล่าวคือ จะมีความคล้ายกับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล
TNDT ถือเป็นรายแรกในอุตสาหกรรม ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีบริษัทดำเนินธุรกิจด้านนี้ นอกจากนี้ในขณะนั้นยังได้มีการร่างมาตรฐานความปลอดภัยด้านนี้ขึ้นมา แปลว่า ในอุตสาหกรรม oil & gas หรือ อุตสากรรมต่างๆ จะต้องผ่านมาตรฐานการทดสอบด้านนี้ด้วย โดย TNDT จะเป็น "ธุรกิจตัวกลาง" หรือ Third Party ให้กับทางภาครัฐ
ดังนั้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ลูกค้าบริษัทส่วนใหญ่กว่า 90% จะเกี่ยวข้องกับทางด้าน อุตสาหกรรม oil & gas และโรงไฟฟ้า อย่าง “ปตท., เชฟรอนฯ, บางจาก” เป็นต้น โดยธุรกิจของบริษัทมีความจำเป็นต่ออุตสาหกรรม oil & gas และโรงไฟฟ้า นอกจากนี้บริษัทยังได้มีการพัฒนาเครื่องมือของของบริษัทเอง เพื่อนำไปรองรับการใช้งานกับลูกค้าเพิ่มเติมอีกด้วย
ขณะเดียวกันเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงให้กับธุรกิจ บริษัทได้เปิดตัวโครงการ TNDT Ventures Lab โดยเปิดโอกาสร่วมมือกับสตาร์ทอัพในการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อในเกิดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค โดยความร่วมครั้งนี้ไม่ได้ปิดกั้น ทั้งรูปแบบ M&A และร่วมลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตไปด้วยกัน และพร้อมผลักดันเข้าตลาดหุ้นในอนาคต
สำหรับโครงการ TNDT Ventures Lab ถือเป็นจุดเริ่มต้น โดยบริษัทพร้อมที่จะร่วมมือกับกับสตาร์ทอัพ ทั้งในอุตสหกรรมของบริษัทเอง หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งบริษัทไม่ได้วางกรอบของสตาร์ทอัพที่จะเข้ามาร่วมมือกับบริษัท แต่ถือเป็นการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเปิดรับสตาร์ทอัพไปจนถึงวันที่ 29 เม.ย.นี้ มีสตาร์ทอัพแสดงความสนใจเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามบริษัทวางกรอบการลงทุนไว้ที่ 5-10 ล้านบาทต่อราย แต่ก็ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของสตาร์ทอัพนั้นๆด้วย
“เราพร้อมเปิดรับสตาร์ทอัพอยู่แล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มีไอเดียที่จะสามารถจุดประกายร่วมกัน”
โดยโครงการนี้มองว่าจะเข้ามาต่อยอดธุรกิจบริษัทในแง่ของความหลากหลายของอุตสาหกรรม รวมทั้งในเรื่องของการลดต้นทุนภายในของบริษัทด้วย หรือกระทั่งการผลักดัน สตาร์ทอัพที่จะเข้ามาร่วมมือกับบริษัทให้สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นได้อีกด้วยในอนาคต
นอกเหนือจากโครงการดังกล่าว ในปี 2565 บริษัทจะมีความร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมต่างๆเพิ่มมากขึ้น โดยวางแผนขยายเข้าสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่นอกเหนือจาก อุตสาหกรรม oil & gas วางเป้าสร้างสัดส่วนรายได้อย่างน้อย 10-15%ของรายได้รวม เพื่อสร้างรากฐานในแต่ละอุตสหกรรม และเพิ่มโอกาสทางด้านการตลาดในอุตสากรรมต่างๆ
สำหรับกลยุทธ์ที่ขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ บริษัทได้มีการเข้าไปเจรจากับบริษัทที่เป็นผู้นำในด้านนี้ และอีกอย่างมีการทำในเรื่องความปลอดภัย มีการความร่วมมือกับสถาบันศึกษา หน่วยงานวิจัย และบริษัทเงินทุน นอกจากนี้ยังมีการความร่วมมือกับกองทุนต่างๆ เพื่อสนับสนุนทางด้านของเงินทุน แต่ยังไม่สามรถเปิดเผยรายละเอียดได้ รวมทั้งบริษัทยังมีแผนขยายการรับงานไปสู่อุตสากรรมอสังหาริมทรัพย์ อย่างโครงการบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม ซึ่งมีเข้าไปเจรจากับผู้ประกอบการบ้างแล้ว
ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนขยายงานไปยังต่างประเทศมากขึ้น โดยมีแผนขยายเข้าสู่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยอย่างมาก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าสร้างรายได้อย่างน้อย 10-20 ล้านบาทในช่วงนี้ก่อน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้า 8-9 ราย นอกจากนี้บริษัทยังมีการเซ็น MOU กับพันธมิตรในยุโรป เพื่อเจาะตลาดในประเทศนี้อีกด้วย
ส่วนธุรกิจในอุตสาหกรรม oil & gas ปัจจุบันงานส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นสัญญาระยะยาว และมีระยะสั้นด้วย โดยงานระยะยาวมาจาก“ปตท., เชฟรอนฯ, บางจาก” เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีงานประมูลออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละงานมีมูลค่าโดยรวมตั้งแต่หลัก 10 ล้านบาท ไปจนถึง 100 ล้านบาท
ดังนั้นสิ่งที่ต้องการคือ อยากขยายไปต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ โดยปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศค่อนข้างน้อย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดการระบาดของโควิด-19 จึงไม่สามารถเดินทางได้ ซึ่งล่าสุดโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย บริษัทก็ได้ติดต่อไปยังประเทศต่างๆเพิ่มเติม
“แผนขยายต่างประเทศนั้น เราก็วางแผนไปหลายประเทศเยอะเหมือนกัน แต่ต้องดูความปลอดภัยของบุคคลากรเราเป็นหลักด้วย เพราะมีทั้งสงคราม และโควิด-19 จึงยังโฟกัสที่อินโดนีเซียก่อน ที่น่าจะเห็นผลค่อนข้างชัดเจน ซึ่งเราลงไปตรงนั้นกว่า 2-3 ปีแล้วในการวางรากฐาน เรารอจนกระทั่งเรื่องกฏหมายเปิด และการได้รับการรับรองจากรัฐบาล จึงมองว่าเราพร้อมจริงๆที่จะเปิดตลาดในประเทศนี้ ดังนั้นหลักๆ จึงน่าอินโดนีเซียก่อน ขณะที่ในอนาคตเราก็จะดูสถานการณ์ว่าจะขยายไปประเทศที่ไหนบ้าง แต่ที่เล็งไว้ คือตะวันออกกลางต่อไปในอนาคต”
นายธนรรจ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงปี 2564-65 บริษัทมุ่งเน้นในเรื่องของการวางรากฐานให้แข็งแกร่ง แต่อย่างไรก็ตามในปี 2565 บริษัทวางเป้าหมายจะสร้างรายได้ให้เติบโต 10-15% จากปีก่อน โดยคาดหวังเห็นการเติบโอย่างยั่งยืน พร้อมกับพยายามสร้างผลประกอบการให้กลับมามีกำไรสุทธิในปี 2565
“แผนธุรกิจเราชัดเจนว่าจะไปตรงไหนบ้าง มีกองทุนพร้อมให้การสนับสนุน เราเป็นเจ้าแรกในตลาดนี้ มีความเชี่ยวชาญกว่า 40 ปี ลูกค้าเก่ายังอยู่ แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อเรา โดยเราอยากจะขอบคุณนักลงทุนที่สนใจ TNDT ซึ่งเรามีความมุ่งหวังสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน”

