2 หุ้น IPO เคาะราคาพร้อมกัน BIS 6.00 บาท - KCC 3.70 บาท เตรียมเทรด พ.ค.ไปจองได้ในโบรกเกอร์นี้
2 หุ้นไอพีโอได้ประกาศราคาเป็นทางการแล้ว อย่างบริษัท ไบโอซายน์ แอนิมัล เฮลธ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIS ผู้นำธุรกิจ วัคซีน ยาและเวชภัณฑ์สัตว์แบบครบวงจร และบริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ KCC ผู้ดำเนินธุรกิจจัดหาและการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย และการปรับปรุงทรัพย์สินรอการขายเพื่อจำหน่าย
BIS เคาะราคาหุ้นละ 6.00 บาท
โดย BIS นาย ประเสริฐ ตันตยาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายของ BIS ในการนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เปิดเผยว่า “หุ้นไอพีโอ ของ BIS ที่ราคา 6.00 บาท เป็นการให้ส่วนลดนักลงทุนประมาณ 15 - 30% จากราคาประเมินนักวิเคราะห์ ซึ่งราคาไอพีโอคิดเป็น P/E ที่ 19 เท่า ซึ่งคาดว่าหุ้นไอพีโอ BIS จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างสูง เนื่องด้วย BIS มีโอกาสเติบโตสูง อยู่ในธุรกิจด้านไบโอเท็คซึ่งเป็น 1 ในอุตสาหกรรม New S-Curve ของรัฐบาล
อีกทั้ง BIS มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจ และ ความสัมพันธ์ที่ดียิ่งกับลูกค้าและพันธมิตรธุรกิจจำนวนมากทั้งบริษัทระดับนานาชาติและบริษัทไทย อีกทั้งอยู่ในอุตสาหกรรมด้าน ยา วัคซีน และ เวชภัณฑ์สัตว์ ซึ่งเปรียบเสมือน จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารของไทยที่มีความสำคัญและมีมูลค่าสูง จึงมีโอกาสที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องไปกับอุตสาหกรรมอาหารของไทยที่มีมูลค่าการส่งออกอาหารสูงติดอันดับโลก เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในครัวของโลก
โดยกระทรวงอุตสาหกรรมคาดว่ามูลค่าการส่งออกอาหารจะมีมูลค่า 1,200,000 ล้านบาทในปี 2565 และ BIS ยังให้ความสำคัญแก่งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ร่วมกับสถาบันวิจัยชั้นนำของประเทศไทย และได้ร่วมคิดค้นและพัฒนาชุดเครื่องตรวจโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (ASF) และชุดตรวจโควิด -19 แบบ RT PCR ที่สามารถต่อยอดการใช้งานและการเติบโตต่อไปได้ในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการกำกับดูแลของคณะกรรมการบริษัท ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารองค์กรธุรกิจระดับสูง อดีตผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ และนักวิชาการด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ BIS จึงเป็นบริษัทที่มีการบริหารแบบมืออาชีพ มีความคล่องตัวสูง มีธรรมาภิบาลที่ดี
นักลงทุนสามารถจองซื้อหุ้นไอพีโอ BIS ได้ในระหว่างวันที่ 25-28 เมษายน 2565 ผ่านกลุ่มบริษัทผู้จัดจำหน่าย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด โดยคาดว่าจะเริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในวันที่ 5 พฤษภาคม นี้
ด้านนายสัตวแพทย์ ธนวัฒน์ คงเจริญสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BIS เปิดเผยว่า “ไบโอซายน์” เป็นบริษัทยาและเวชภัณฑ์สำหรับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงของคนไทย รายแรกที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทฯ เป็น 1 ในผู้นำในธุรกิจผลิตและจำหน่าย ยา วัคซีน และเวชภัณฑ์สัตว์ของไทย ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากบริษัทผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ระดับนานาชาติจำนวนมากอย่างต่อเนื่องกว่า 18 ปี และ มีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับวิกฤตโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) และโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (ASF) ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์โดยตรง
โดยล่าสุด ในปี 2564 BIS มีกำไรสุทธิ 69 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิ 54 ล้านบาทในปี 2563 และมีรายได้รวม 1,987 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากรายได้รวม 1,784 ล้านบาทในปี 2563 ทั้งนี้ BIS มีจุดเด่นที่หลากหลาย อาทิ การเป็นผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ โดยนำเข้าจากผู้จัดจำหน่ายชั้นนำระดับโลก เป็นเจ้าของแบรนด์เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์หลากหลายแบรนด์ และมีโรงงานผลิตสินค้าเป็นของตนเองที่ได้มาตรฐานสากล
อีกทั้ง บริษัทฯ ยังสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาด้านสุขอนามัยของโลก เช่น การพัฒนาชุดตรวจโควิด-19 แบบ Real Time PCR (RT PCR) ซึ่งบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางการค้าในการวิจัยและพัฒนาชุดตรวจดังกล่าว โดยเป็นบริษัทรายแรกในประเทศไทยที่ได้รับใบอนุญาตจากองค์กรอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข อีกทั้ง บริษัทฯ ยังเป็นผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายชุดตรวจโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (ASF) ซึ่งทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างสูง มียอดขายเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ
โดยการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทฯ ต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 94 ล้านหุ้น กำหนดราคาเสนอขาย ที่ราคา 6.00 บาท/หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท) หรือคิดเป็น 29.94% ของทุนจดทะเบียนหลัง IPO คิดเป็นมูลค่าการระดมทุนประมาณ 564 ล้านบาท
ทั้งนี้บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์หลักจะนำเงินจากการเพิ่มทุนครั้งนี้ ส่วนหนึ่งนำไปเพื่อต่อยอดธุรกิจด้วยการขยายโรงงานการผลิตสินค้าและการลงทุนเพิ่มเติมในเครื่องจักร เพื่อเป็นเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาวัคซีนสำหรับปศุสัตว์ และเพื่อต่อยอดการผลิตวัคซีนในเชิงพาณิชย์ ส่วนที่เหลือจะใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน โดยบริษัทฯ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 30% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองต่าง ๆ ตามกฎหมาย
KCC เคาะราคาไอพีโอหุ้นละ 3.70 บาท
ขณะที่ KCC นางสุพัตรา ภู่พัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย KCC กล่าวว่า ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ของ KCC ที่ระดับราคา 3.70 บาทต่อหุ้น ถือว่าเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV) ที่ 5.00 เท่า โดยคำนวณจากมูลค่าทางบัญชีสุทธิสิ้นสุดปี 2564 ของบริษัทฯ ซึ่งเท่ากับ 460.61 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วภายหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้เท่ากับ 620 ล้านหุ้น จะได้มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นเท่ากับ 0.74 บาท ทั้งนี้ อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV) ดังกล่าว คำนวณจากผลประกอบการในอดีต โดยยังมิได้พิจารณาถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่นักลงทุนควรพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการลงทุน
ทั้งนี้ KCC จะเปิดให้ประชาชนจองซื้อหุ้นระหว่างวันที่ 22, 25-26 เม.ย.นี้ ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน พร้อมผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย อีก 4 บริษัท ได้แก่ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน), บล.เอเซีย พลัส จำกัด, และ บล.คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) และคาดว่าจะเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ประมาณต้นเดือนพ.ค.ในหมวดกลุ่มธุรกิจการเงิน โดยใช้ชื่อย่อ “KCC” ซึ่งเชื่อว่าการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก
ด้านนายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KCC ผู้ดำเนินธุรกิจจัดหาและบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย และการปรับปรุงทรัพย์สินรอการขายเพื่อจำหน่าย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้นำเสนอข้อมูลการดำเนินธุรกิจ (โรดโชว์) ออนไลน์ ในวันที่ 21 เม.ย.2565 เพื่อให้นักลงทุนได้รับทราบถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจ จุดเด่น และโอกาสการเติบโตของบริษัทในอนาคต ตามภาพรวมของอุตสาหกรรม AMC ที่ยังมีโอกาสโตได้อย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 และภาวะเศรษฐกิจยังคงชะลอตัว
โดยประเมินว่าสถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะนำสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (“NPLs”) ออกมาเปิดประมูลขายในปริมาณที่เพิ่มขึ้นและหากดูตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุดพบว่า NPLs ทั้งระบบมีกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้อุตสาหกรรม AMC ยังมีการเติบโตต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีนี้
“KCC อยู่ในธุรกิจ AMC มานานกว่า 20 ปี เรามีความเชี่ยวชาญในการซื้อหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจที่มีสัดส่วนกว่า 60.22% และลูกหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย 39.78% ของเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับสุทธิและในทุกๆ ขั้นตอนของการเข้าไปซื้อหรือประมูล NPLs จะดำเนินการอย่างรอบคอบเพราะ “ราคา” ของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จะได้มาคือประเด็นสำคัญมาก เพราะถ้าหากเราซื้อผิดราคาก็จะส่งผลให้ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ “ราคา” จึงเป็นหัวใจของการเข้าซื้อหรือเข้าประมูลหนี้และทุกๆ ครั้งของการเข้าไปซื้อหนี้ บริษัทฯ จะตั้งทีมเพื่อเข้าไปทำ Due Diligence เพื่อทำการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลลูกหนี้ให้ครอบคลุมทุกๆ ด้าน รวมถึงการจัดทำประมาณการกระแสเงินสดสุทธิที่คาดว่าจะได้รับจากลูกหนี้ในอนาคตเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดราคาซื้อที่เหมาะสมให้ได้ผลตอบแทนเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้” นายทวี กล่าว
ทั้งนี้ KCC อยู่ระหว่างเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 160 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.81% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 230 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 460 ล้านหุ้น หลังเพิ่มทุนเพื่อขายไอพีโอ บริษัทฯ จะมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 310 ล้านบาท หรือ 620 ล้านหุ้น โดยจะเสนอขายหุ้นไอพีโอ ในวันที่ 22, 25-26 เม.ย.นี้ และจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน ในระยะถัดไป
นายทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนประมาณ 592 ล้านบาท บริษัทมีวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ โดยจะนำไปใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขาย นำไปชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน และ/หรือชำระหุ้นกู้ที่ถึงกำหนดที่ออกโดยบริษัทฯ และ/หรือภาระหนี้สินอื่นใดของบริษัทฯ รวมถึงเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทและเพิ่มศักยภาพการเติบโตในอนาคต
“การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai ครั้งนี้ จะทำให้บริษัทมีศักยภาพในการเข้าประมูลหนี้ NPLs จากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นจากฐานทุนที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งตามแผนปีนี้บริษัทจะลงทุนเพิ่มประมาณ 800 ล้านบาท จากสิ้นปี 2564 บริษัทฯ มีพอร์ตหนี้ NPLs ที่ 565.57 ล้านบาท ส่วนอนาคตนักลงทุนที่จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นซึ่ง KCC จะเป็นทั้งหุ้นเติบโตและหุ้นปันผลโดยบริษัทมีนโยบายจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการ” นายทวี กล่าว
ด้าน นายวัชรินทร์ เลิศสุวรรณกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ KCC กล่าวว่า KCC เป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรม AMC มีโอกาสเติบโตและเป็นธุรกิจที่อยู่ในเทรนด์อนาคต จากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งหากดูโครงสร้างผู้ถือหุ้นและทีมผู้บริหาร ทั้งนายสุชาติ บุญบรรเจิดศรีและนายทวี กุลเลิศประเสริฐ ถือว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และคร่ำหวอดในธุรกิจบริหารหนี้และธุรกิจการเงินมากว่า 20 ปี จะเป็นปัจจัยสำคัญสนับสนุนให้ธุรกิจของบริษัทเติบโตได้ต่อเนื่อง
สำหรับหุ้นไอพีโอของ KCC ธุรกิจของ KCC มีโอกาสเติบโตได้ดีในอนาคต และเป็นบริษัทที่มีจุดแข็งแกร่งดังนี้
1.ผู้บริหารมีความชำนาญในธุรกิจบริหารหนี้โดยเฉพาะ คุณสุชาติ บุญบรรเจิดศรี ผู้ถือหุ้นใหญ่ ปัจจุบันถือหุ้นกว่า 61% คืออดีตผู้บริหารสถาบันการเงิน เป็นผู้เข้าไปมีส่วนร่วมในประมูลหนี้ ปรส.ซึ่งเป็นองค์กรบริหารหนี้ของสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการเมื่อวิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 40-41 และปัจจุบันเป็นนายกสมาคมบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ส่วนคุณทวี ซึ่งปัจจุบันถือหุ้น 30% ก็เป็นผู้บริหารในสถาบันการเงินและอยู่ในแวดวงของการบริหารหนี้มานานเกินกว่า 20 ปี อีกทั้งยังเป็นที่ปรึกษาในการซื้อหนี้ให้กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้งซึ่งถือได้ว่าเป็นทีมผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญ ในธุรกิจ AMC
2.เป็นบริษัทที่มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับ 89% ซึ่งถือว่าสูงกว่าบริษัทในอุตสาหกรรมธุรกิจ AMC
3.KCC มีความถนัดในการบริหารหนี้สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นหนี้ก้อนใหญ่ใช้บุคลากรไม่เยอะสามารถควบคุมต้นทุนได้และอนาคตมีโอกาสเติบโตจากเม็ดเงินที่ได้การระดมทุนที่จะนำไปซื้อหนี้หนุนให้พอร์ตเติบโตขึ้นจากปัจจุบันบริษัทบริหารพอร์ตหนี้อยู่ประมาณ 565.57 ล้านบาท
4.เป็นบริษัทที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.63 เท่า มีความสามารถที่จะหาแหล่งเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตได้อีกและมีเป้าหมายไม่ให้เกิน 2 เท่า ขณะที่ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ROE เติบโตต่อเนื่องและอยู่ที่ 12.06% ส่วนอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 37.08% ซึ่งสูงกว่าบริษัทในอุตสาหกรรม
