2 หุ้นไอพีโอน้องใหม่วิ่งไม่พัก BIS กำเงินขยายโรงงาน ดันรายได้ปีนี้โต 20% ด้าน KCC ลุยซื้อหนี้ดันพอร์ตทะลุ 1 พันล้านบาท
ราคาวิ่งไม่พัก สำหรับ 2 หุ้นไอพีโอน้องใหม่ที่ควงแขนเข้าเทรดในวันนี้ (5 พ.ค. 2565) ทั้ง BIS หรือ บริษัท ไบโอซายน์ แอนิมัล เฮลธ์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจ วัคซีน ยาและเวชภัณฑ์สัตว์แบบครบวงจร และ KCC หรือ บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจจัดหาและการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย และการปรับปรุงทรัพย์สินรอการขายเพื่อจำหน่าย โดย BIS เปิดเทรดที่ราคา 11.00 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 83.33% จากราคาไอพีโอที่ 6.00 บาท ด้าน KCC เปิดเทรดที่ราคา 6.20 บาท เพิ่มขึ้น 67.57% จากราคาไอพีโอที่ 3.70 บาท
BIS กำเงินขยายโรงงาน ดันรายได้ปีนี้โต 20%
โดยนายสัตวแพทย์ ธนวัฒน์ คงเจริญสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BIS กล่าวว่า ขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่านที่เชื่อมั่นในบริษัท ซึ่งระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้ต่อเนื่อง และมั่นใจว่าในปีนี้และอนาคตผลการดำเนินงานจะยังคงเติบโตต่อไป
สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนประมาณ 564 ล้านบาท บริษัทแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ 1. นำไปชำระหนี้สถาบันการเงินจำนวน 200 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนปรับลงมาอยู่ที่ 0.8 เท่า จากเดิมอยู่ที่ 2.4 เท่า, 2. ขยายโรงงานการผลิตสินค้าและการลงทุนเพิ่มเติมในเครื่องจักรประมาณ 100-110 ล้านบาท, 3. เป็นเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาวัคซีนสำหรับปศุสัตว์ และเพื่อต่อยอดการผลิตวัคซีนในเชิงพาณิชย์ประมาณ 40-60 ล้านบาท และ 4. ส่วนที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อต่อยอดธุรกิจ
ส่วนการเติบโตในปี 2565 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้จะเติบโต 20% จากการขยายฐานลูกค้าขนาดกลางและขนาดใหญ่ รวมถึงการขยายพอร์ตสินค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทคาดว่าโรงงานผลิตสินค้าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 3/65 ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถผลิตสินค้าและจำหน่ายได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้ความสามารถในการรับรู้กำไรเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทยังมองการเติบโตจากการต่อยอดธุรกิจในแบบอื่นๆ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดกับธุรกิจวัคซีน ยาและเวชภัณฑ์สัตว์ได้ รวมถึงการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ที่มีการเติบโตของประชากรและการบริโภคสูง นอกจากนี้ บริษัทยังสนใจขยายไปยังธุรกิจผลิตอาหารเพื่อบริโภคสำหรับมนุษย์ด้วย
KCC ซื้อหนี้เพิ่ม ดันพอร์ตทะลุ 1 พันล้านบาท
ด้านนายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KCC กล่าวว่า การระดมทุนในครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีฐานทุนที่ใหญ่ขึ้น ส่งผลให้มีศักยภาพในการประมูลสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) จากสถาบันการเงินได้มากขึ้น โดยปีนี้บริษัทตั้งงบประมาณซื้อ NPL ไว้ราว 800 ล้านบาท แบ่งเป็นลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจ 70% และลูกหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย 30% ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้พอร์ตหนี้รวมของบริษัททะลุ 1,000 ล้านบาท จากสิ้นปี 2564 อยู่ที่ 565.57 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จากสิ้นปี 2564 อยู่ที่ 37%
โดยบริษัทประเมินภาพรวมอุตสาหกรรม AMC ยังมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง จากสถาบันการเงินมีแนวโน้มนำ NPL ออกมาประมูลขายในปริมาณที่เพิ่มขึ้นและหากดูตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุดพบว่า NPL ทั้งระบบมีกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้อุตสาหกรรม AMC ยังมีการเติบโตต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีนี้
ทั้งนี้ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ จะทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต ปัจจุบัน D/E ของบริษัทอยู่ที่ 0.6 เท่า โดยมองระดับ D/E ไว้ไม่เกิน 2 เท่า
ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น บริษัทมีการบริหารจัดการเป็นอย่างดี เนื่องจากสัดส่วนเงินกู้จากสถาบันการเงินซึ่งอาจปรับตัวขึ้นตามการปรับนโยบายทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวนไม่มาก เมื่อเทียบกับหุ้นกู้ที่เป็นดอกเบี้ยคงที่ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า ขณะเดียวกันสัญญาที่บริษัททำกับลูกค้าส่วนใหญ่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว หากมีการปรับอัตราดอกเบี้ย บริษัทก็จะได้รับผลบวกจากส่วนนี้ด้วย
