KTB อีกหุ้นเด่นกลุ่มแบงก์ มูลค่าหุ้นถูก- แนวโน้มกำไรโตทุกไตรมาส
การประกาศงบการเงินไตรมาส 1/65 เป็นช่วงที่นักลงทุนหลายคนจับตาและให้ความสนใจว่าบริษัทต่างๆ จะมีกำไรเติบโตมากขึ้นหรือกลับมาฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์ Covid-19 คลี่คลายหรือไม่ ซึ่งหนึ่งในหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก คือ กลุ่มธนาคาร เพราะเมื่อภาคธุรกิจและประชาชนได้รับผลกระทบ ธนาคารในฐานะเจ้าหนี้ต้องเข้ามาดูแลด้วยการออกมาตรการต่างๆ ทั้งลดดอกเบี้ย พักชำระ ตลอดจนปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยพยุงลูกหนี้ให้ยังอยู่ในระบบได้ ซึ่งการช่วยเหลือส่วนนี้นอกจากจะทำให้ธนาคารต้องเสียรายได้ดอกเบี้ยแล้ว ยังต้องตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการตั้งสำรองฯ ดังกล่าว เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้กำไรสุทธิของธนาคารต่างๆ ปรับลดลงตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา
แต่ไตรมาส 4/64 เริ่มเห็นแนวโน้มการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มธนาคาร จากภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นตามการเปิดประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนที่เคยประสบปัญหาและเป็นลูกหนี้ที่อยู่ในโครงการช่วยเหลือบางส่วนได้กลับเข้าสู่ระบบการจ่ายหนี้ปกติแล้ว ประกอบกับที่ผ่านมาธนาคารต่างๆ ได้ตั้งสำรองฯ ไปมากแล้ว ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับสภานการณ์เสี่ยงในอนาคต ดังนั้นไตรมาส 1/65 จึงเป็นไตรมาสที่กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารกลับมาฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด
โดย KTB หรือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นธนาคารที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับตลาดเป็นอย่างมาก ด้วยกำไรสุทธิไตรมาส 1/65 ที่ออกมาดีกว่าคาด จนนักวิเคราะห์ต้องอัพราคาเป้าหมายขึ้นพร้อมๆ กัน จนกลายเป็นอีกหุ้นธนาคารที่น่าจับตามอง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า KTB มีพัฒนาการในด้านของธุรกิจมากขึ้น และมีความน่าสนใจในแง่ Valuation ที่ต่ำกว่าธนาคารใหญ่รายอื่น รวมถึงคาดว่าไตรมาสที่เหลือของปียังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง จึงเป็นอีกหุ้นธนาคารที่โดดเด่นและน่าลงทุน
กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 26-27% จากต้นทุนเครดิตที่ลดลง
นักวิเคราะห์จากบล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า มีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นและเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้น KTB หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/65 โดยเพิ่มคาดการณ์กำไรปี 2565-2566 ขึ้น 26-27% จากต้นทุนเครดิตที่ลดลง และคาดว่าปีนี้รายได้จะเติบโต 35% เทียบกับค่าเฉลี่ยของภาคธุรกิจที่ 14% เราคาดว่าไตรมาสที่เหลือของปี 2565 KTB จะมีกำไรเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากต้นทุนสินเชื่อที่ลดลง คาดต้นทุนสินเชื่อจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1.0% จาก 1.35-2.0% ในปี 2563-2564 จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น พร้อมปรับคำแนะนำเป็น ซื้อ จาก ถือ และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 18 บาท (P/BV ปี 65 ที่ 0.66 เท่า ROE 8%) จาก 13 บาท
มูลค่าหุ้นต่ำกว่าธนาคารใหญ่รายอื่น
ด้านนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า คาด KTB จะมีกำไรสุทธิปี 2565 ที่ 25,076 ล้านบาท หรือโต 16.2% จากปีก่อน หนุนจากแผนขยายธุรกิจผ่านช่องทาง Digital มากขึ้น ผ่านการปรับปรุงการให้บริการของ Krungthai NEXT (Digital Platform ของบริษัท) ให้สามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่ายขึ้น รวมถึงเชื่อมโยงการให้บริการกับบริษัทย่อยอย่าง KTC เพื่อเพิ่มโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ภายในกลุ่มให้มากขึ้นจากเดิม โดยมอง KTB มีพัฒนาการในด้านของธุรกิจมากขึ้น และมีความน่าสนใจในแง่ Valuation ที่ต่ำกว่าธนาคารใหญ่รายอื่น อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside 22.9% จากมูลค่าพื้นฐานเดิมปี 2565 ที่ 16.10 บาท และคาดมีเงินปันผล อีก 4.1% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”
จับตาการต่อยอด แอปเป๋าตัง และ Krungthai NEXT
ส่วนนักวิเคราะห์จากบล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า คาดแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/65 ของ KTB จะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะการเพิ่มขึ้นของรายได้รวม และการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรองฯ แต่คาดกำไรลดลงจากไตรมาส 1/65 จากการลดลงของกำไรจากการปรับมูลค่าเงินลงทุน (FVTPL) และค่าใช้จ่ายสำรองเพิ่มขึ้น โดยปรับประมาณกำไรสุทธิ 2565-2567 ขึ้นปีละ 14-16% จากค่าใช้จ่ายสำรองต่ำคาด ส่งผลให้กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 27,051 ล้านบาท, 27,606 ล้านบาท และ 28,276 ล้านบาท ตามลำดับ พร้อมปรับ credit cost ลงอยู่ที่ 100 bps., 95 bps. และ 100 bps. ตามลำดับ จากเดิมอยู่ที่ 120 bps., 110 bps. และ 110 bps. ตามลำดับ
ทั้งนี้ ได้ปรับคำแนะนำเป็น ซื้อ และปรับราคาเป้าหมายปีนี้เป็น 15.0 บาท โดยภาพรวมคาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 ถึงไตรมาส 4/65 จะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดกำไรสุทธิปี 2565 เติบโต 25% แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือความร่วมมือกับเอคเซนเชอร์โซลูชั่นส์ (ACN) เพื่อพัฒนาต่อยอด Application เป๋าตัง และ Krungthai NEXT ให้มีความสามารถมากขึ้น รวมถึงการต่อยอดในระยะยาวสู่การพัฒนา Digital banking ให้ทัดเทียมธนาคารคู่แข่ง

