KEX มูลค่าบริษัทลดลง 1.4 หมื่นล้านบาท “ทิสโก้” คาดขาดทุนอีก 3 ไตรมาส พร้อมให้ราคาเหมาะสม 17.50 บาท
หนึ่งในหุ้นยอดนิยมของนักลงทุนอย่าง บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX ที่ได้รับแรงกดดันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง และต้นทุนพลังงานปรับตัวขึ้นสูง ส่งผลต่อผลประกอบการที่จะออกมาได้ดูดีเท่าที่ควร
หากย้อนดูราคาหุ้นนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน (5 พ.ค.65) ปรับตัวลดลง 27.27% โดยราคาต่ำสุดเมื่อวันที่ 18 เม.ย.65 ที่ระดับ 20.50 บาท ส่วนราคาสูงสุดทำไว้ที่ 30.75 บาท เมื่อวันที่ 1 เม.ย.65 ขณะที่ข้อมูล P/E อยู่ที่ระดับสูงถึง 817.10 เท่า เทียบกับอุตสาหรรมที่ระดับ 381.61 เท่า ส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในวันเดียวกันอยู่ที่ 38,336.69 ล้านบาท ลดลงสูงถึง 14,298.31 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 ที่อยู่ระดับ 52,635.00 ล้านบาท
ในมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ที่ได้ออกมาประเมินเกี่ยวกับ KEX โดยแนะนำ ขาย จากการคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจะยังขาดทุนไปอีกอย่างน้อยสองถึงสามไตรมาสจากปัจจุบัน ก่อนที่คาดว่าบริษัทจะสามารถทำกำไรสุทธิได้ในปี 66
ปัจจัยหลักที่ทำให้มีการปรับคำแนะนำประกอบไปด้วย
1.สงครามราคาที่ยาวนานกว่าที่เราคาดไว้
2.ต้นทุนที่เพิ่มเข้ามาจากเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับการจัดการขนส่งพัสดุได้เพิ่มขึ้นถึง 3 ล้านชิ้นต่อวันและการบริหารจัดการในช่วงโควิด-19
3.การเติบโตของมูลค่าตลาดขนส่งพัสดุที่ต่ำกว่าที่เราคาด เรามีการปรับประมาณการ 2022-23F ลง โดยมีราคาเป้าหมายใหม่ที่ 17.50 บาท (จาก 34 บาท)
ทั้งนี้ถึงแม้ว่าจากการที่บริษัทมีการลดราคาอย่างหนักในไตรมาส 4/64 ที่นำไปสู่การได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณระดับ 30% จากคู่แข่งหลักๆ และมีปริมาณพัสดุที่เพิ่มขึ้นถึง 30% ในปี 64นั้น กลยุทธ์ดังกล่าวได้ส่งผลทำให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิเป็นครั้งแรกในไตรมาส 4/64 ขณะเดียวกันยังคงเห็นการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงยังคงมีต่อเนื่องและยาวนานกว่าที่เราคาด จึงคาดว่าบริษัทจะมีจุดคุ้มทุนที่ล่าช้ากว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้านี้ จากไตรมาส 1/65 ไปเป็นไตรมาส 4/65
ขณะที่ได้ปรับประมาณการรายได้ปี 65-66 ลง 7% และ 11% จากเดิม และคาดขาดทุนสุทธิที่ 584 ล้านบาทในปี 65 และปรับประมาณการกำไรสุทธิลง 56% จากประมาณการเดิมในปี 66 โดยมีสมมติฐานจากการปรับลดรายได้ต่อหน่วยลง 18% และ 24% จากประมาณการเดิม ขณะที่ปรับปริมาณพัสดุขึ้น 15% และ 21% จากประมาณการเดิมในปี 65-66 และจากการที่เราคาดการเติบโตของปริมาณพัสดุ การมีประสิทธิภาพของการบริหารต้นทุนและการประหยัดต่อหน่วย จะช่วยให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง ส่งผลให้เรามีการปรับลดต้นทุนต่อหน่วยลง 11% และ 24% จากประมาณการเดิมตามลำดับ
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า คาดว่า KEX จะขาดทุนสุทธิ 500 ล้านบาทในไตรมาส 1/65 หรือดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับขาดทุน 606 ล้านบาทในไตรมาส 4/64 จากการควบคุมค่าใช้จ่าย ซึ่ง KEX มองว่า Kerry Cool และ Kerry XL จะยังไม่มีส่วนแบ่งกำไรในปี 65 จึงปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ถือ” แต่ราคาเป้าหมายลดลงมาอยู่ที่ 22.30 บาท
