Official Update :

Exclusive ผ่ากลยุทธ์ HL หุ้นร้านขายยาแห่งแรกในตลาดหุ้น เดินเกมใหญ่ส่งสินค้าบุกตลาดโลกดันรายได้

ยารักษาโรค” หนึ่งในองค์ประกอบของปัจจัยสี่ เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และไม่สามารถขาดได้ ทำให้มีความต้องการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อย่าง “ร้านขายยา” ทั้งนี้ในตลาดหุ้นไทยมีธุรกิจร้านขายยา และถือเป็นบริษัทแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) อีกด้วย คือ บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน) หรือ HL โดยนับตั้งแต่วันแรกที่เข้าเทรดมาจนถึงวันนี้ สร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนไม่น้อย ล่าสุดทีมข่าว Wealthy Thai ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของ HL


โดยนายธัชพล ชลวัฒนสกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน) หรือ HL เล่าให้ฟังว่า HL หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ หากย้อนกลับไป เหตุผลที่เข้าตลาดหุ้น ก็เพื่อเพิ่มการยอมรับจากต่างประเทศ เนื่องจากเวลาติดต่อต่างประเทศเมื่อเป็นบริษัทจำกัดถือว่าค่อนข้างยาก แต่เมื่อมาเป็นมหาชน สามารถติดต่อต่างประเทศได้ง่ายขึ้น และเป็นที่ยอมรับมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะมีความเชื่อมั่นในเรื่องของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น เพราะมีมาตรฐานที่ดี ทั้งเรื่องการตรวจสอบภายใน และมาตรฐานบัญชี ส่งผลทำให้การดีลธุรกิจต่างๆค่อนข้างง่าย


เหตุผลที่ต้องติดต่อต่างประเทศ คือ บริษัทมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อส่งออก ที่ถือเป็นจุดสำคัญจะช่วยให้ผลักดันสินค้านวัตกรรมใหม่ๆของคนไทย ออกสู่ตลาดต่างประเทศได้ นอกจากนี้ภายหลังจากเข้าตลาดหุ้นยังมีโอกาสต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยได้มีการเจรจากับหลายๆบริษัททั้งในและนอกตลาด ซึ่งมีโอกาสทำดีลใหม่ๆในอนาคตอีกด้วย


สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมยาล่าสุดอยู่ที่ 1.84 แสนล้านบาท มีการเติบโตทุกปี ประมาณปีละ 3-5% โดยสัดส่วน 60% อยู่ในโรงพยาบาลของภาครัฐ ส่วนโรงพยาบาลเอกชน 20% และร้านขายยา 20% ซึ่งในเฉพาะส่วนของร้านขายยาในสัดส่วนนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3.55 หมื่นล้านบาท โดย HL ถือเป็นผู้เล่นอันดับต้นๆของประเทศ มียอดขายในปี 64 อยู่ที่ประมาณ 1,200 กว่าล้านบาท แต่ในจำนวนนี้เป็นยาประมาณ 60-70% คิดเป็นมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 3-4%ของตลาดฯ จึงมองว่ายังมีโอกาสอีกมาก


แรงสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยา เนื่องจาก เราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีแนวโน้มคนสูงอายุเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความต้องการยา และอุปกรณ์การแพทย์ ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในร้านขายยาของบริษัทนอกเหนือจากยาแล้ว ยังมีอุปกรณ์การแพทย์ด้วย ทั้งรถเข็น เตียง ไม้เท้า ที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ ประกอบกับยังมีอาหารทางการแพทย์ อย่างอาหารผู้ป่วยเบาหวาน โรคไต เป็นต้น  และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ เวชสำอาง ซึ่งถือเป็นร้านขายยาที่มีสินค้าหลากหลาย


“ที่เราบอกอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ 1.84 แสนล้านบาท แค่ยาอย่างเดียว แต่มูลค่าตลาดอาหารเสริมก็อยู่ที่ระดับ 7-8 หมื่นล้านบาท มูลค่าตลาดเวชสำอางก็ประมาณหมื่นล้านบาท”


สำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัทภายใต้แบรนด์ PRIME เป็นแบรนด์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก มีผลิตภัณฑ์จำนวนทั้งหมด 25 SKU และภายใต้แบรนด์ Besuto เป็นแบรนด์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรม ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ ผลิตภัณฑ์สลายกลิ่น และผลิตภัณฑ์หน้ากาก ซึ่งมีจำหน่ายทั้งหมด 7 SKU โดยในปี 2565 บริษัทมีแผนอกสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ประมาณ 10 SKU และมองว่าในอนาคตมีแผนที่จะออกสินค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น  


ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมีบริษัทย่อย 2 แห่งได้แก่  1.บริษัท ไอแคร์ เฮลท์ จำกัด (Icare Health Company Limited) (ไอแคร์ เฮลท์) โดยไอแคร์ เฮลท์ ประกอบธุรกิจหลักคือ ธุรกิจร้านขายยา จำหน่ายยา เวชภัณฑ์ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์การแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่างๆ


และ 2. บริษัท เฮลทิเนส จำกัด (Healthiness Company Limited) โดยประกอบธุรกิจหลัก คือ คิดค้น และพัฒนาร่วมกับทีมวิจัยภายนอก รวมทั้งว่าจ้างผู้ผลิต เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ภายใต้ 2 แบรนด์ ดังนี้ PRIME และ Besuto ซึ่งปี 2563 มียอดขายราว 10 ล้านบาท ปี 64 เติบโตก้าวกระโดดมาที่ 40 ล้านบาท และวางเป้าหมายปี 2565 จะเติบโตอีกเท่าตัวมาเป็น 80 ล้านบาท จากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ และเกือบ 40 ล้านบาทจำหน่ายในกลุ่มของบริษัทเพิ่มเติม โดยแผนในปีนี้มีแผนนำสินค้ากระจายไปยังร้านอื่นๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งส่งออกอีกด้วย


“ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเองมีกำไรกำไรขั้นต้นกว่าไม่ต่ำกว่า 40% ถือว่าทำได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับร้านขายยา ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยอัตรากำไรขั้นต้นเติบโตขึ้นทุกปี เนื่องจาก เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น อำนาจการต่อรองก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย ขณะที่ค่าใช้จ่ายของบริษัทคงที่ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงของบุคลากร ค่าเช่า ซึ่งเมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายคงที่ ก็ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”


ส่วนเรื่องของคู่แข่ง ทั้งการเกิดขึ้นของผู้เล่นรายใหญ่ ซึ่งตามจริงก็ทำธุรกิจอยู่ในตลาดอยู่แล้ว ซึ่งธุรกิจนี้ ถือเป็นธุรกิจที่มีข้อจำกัดอย่างมาก มีกฏเกณฑ์ที่เข้ามากำกับดูแลร้านขายยาเป็นกรณีพิเศษ ที่ไม่ใช่ว่าใครก็เข้ามาใหม่ได้ โดยเราจะได้ยินว่าผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาตั้งแต่ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา  ซึ่งแต่ละรายก็ประกาศจะเปิดร้าน 500-1,000 สาขา ที่ถือว่าเยอะมากทุกราย แต่ในความเป็นจริงยังไม่มีใครสามารถทำได้ระดับนั้นเลย แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม


เหตุผลหลักๆ คือ เรื่องของคน และสินค้า กล่าวคือ ซึ่งเภสัชกร ถือว่าหายากพอสมควร และถือเป็นปัญหาของหลายๆราย ส่วน เรื่องของสินค้า อย่างยา เป็นสินค้าที่เปลี่ยนคืนได้ แต่ผู้ผลิตก็วางเป้าหมายยอดผลิตแต่ละปีอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่ว่ามีเงินก็จะซื้อได้ เพราะผู้ผลิตก็กลัวคืนสินค้าเช่นกัน โดยต้องมั่นใจด้วยว่าจะสามาถขายยาได้หมด ผู้ผลิตถึงจะขายยาให้


“เรื่องเภสัชกร เราไม่มีปัญหา เพราะเป็นแหล่งฝึกงานของมหาวิทยาลัย เราเป็นที่จัดอบรมและให้คะแนนได้เพื่อต่อใบประกอบวิชาชีพ ทำให้เราไม่มีปัญหาเรื่องของคน”


ขณะที่กลยุทธ์ของบริษัท ภายใต้ปณิธาน “ร้านขายยา คือส่วนหนึ่งของชุมชน เป็นที่พึ่งของคนไทย เป็นที่ที่เภสัชกรได้ประกอบวิชาชีพอย่างเต็มความสามารถ” โดยทุกร้านจะต้องมีเภสัชกรตลอดเวลา มีการจ่ายยาทางวิชาการอย่างแท้จริง สินค้าต้องมีให้ครบตามความต้องการ และทุกกลุ่มของลูกค้า รวมทั้งบริษัทยังมีกลยุทธ์ในการค้นหาความต้องการ และเติมเต็มความต้องการของลูกค้าด้วย โดยกำหนดออกเป็น 4 แบรนด์หลัก ครอบคลุมกลุ่มบลูกค้าที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย iCare - Pharmax- vitaminclub-Super Drug ที่รองรับลูกค้า และบริการที่หลากหลาย และเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน กล่าวคือ การยืดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง


สำหรับบริษัทมีสาขา ณ สิ้นปี 2564 จำนวน 26 แห่ง โดยบริษัทมีแผนขยายสาขาในปี 2565 ที่ระดับ 10 แห่ง โดยในจำนวนนี้มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว 8 แห่ง และในช่วงที่ผ่านมาเปิดไปแล้ว 1 แห่ง ที่ทองหล่อ 13 ซึ่งในช่วงไตรมาส 2-3 นี้มีแผนเปิด 8 แห่ง โดยบริษัทมองในเรื่องผลตอบแทนเป็นหลัก ต้องถึงจุดคุ้มทุนเร็ว อย่างปัจจุบันไม่เกิน 6 เดือน แต่เป้าหมายไม่เกิน 1 ปี เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ครับนักลงทุน ซึ่งมีการวิเคราะห์ Data ว่าทำเลไหน เหมาะที่จะเปิดสาขาใหม่ รวมถึงวิเคราะห์สินค้าที่เหมาะแต่ละสาขา และขยายบุคลากรสาขาเดิมออกไปยังสาขาใหม่ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพ และถึงจุดคุ้มทุนเร็ว โดยวางงบลงทุนในปี 2565 ทั้งเรื่องสต๊อกสินค้าและตกแต่งสาขาประมาณ 60 ล้านบาท ขณะที่ปี 2565 มีแผนเปิดสาขาใหม่ 15 แห่ง


ขณะที่แผนระยะยาว หรือนับจากนี้ไปอีก 2 ปี บริษัทจะมีสาขารวมทั้งสิ้น 50 กว่าแห่ง ส่วนแนวโน้มการเติบของบริษัทจะมีอยู่ 2 มิติ คือ Growth และ Same Store Sales Growth ซึ่งทั้ง 2 อย่าง ในช่วงที่ผ่านมาสามารถรักษาการเติบโตในระดับ 10% มาโดยตลอด เป้าหมายข้างหน้าก็เช่นกันบริษัทวางเป้าการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10%ในทุกๆปีทั้งในแง่ของรายได้และ Same Store Sales Growth ซึ่งในปี 2565 ก็เช่นกัน นอกจากนี้ยังวางเป้าหมายในการผลิตสินค้าใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโต และนำนวัตกรรมดีๆของของไทยออกสู่ต่างประเทศ ที่การส่งออกน่าจะเริ่มดำเนินการในปีนี้


โดยการส่งออกในปีที่ผ่านมาบริษัทมีการเจรจาทั้ง จีน ยุโรป อเมริกา ซึ่งในปีนี้น่าจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น จะมีสินค้าใหม่ๆออกมาจำหน่าย ที่จะมีหลาย SKU เพียงพอที่จะส่งออก ซึ่งจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นภายในปีนี้ ทั้งในแง่ตัวเลขของรายได้ พร้อมวางเป้าหมาย 3 ปีข้างหน้า คาดหวังเห็นรายได้ระดับ 100 ล้านบาท เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่มาก โดยสินค้าที่ส่งออกจะเป็นทั้งกลุ่มอาหารเสริม และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ เป็นต้น โดยการส่งออกไปยังต่างประเทศทั้งผ่านตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่น และเราเข้าตลาดเอง ขึ้นอยู่กับรูปแบบของตลาด ซึ่งประเทศแรกคาดว่าจีนกับยุโรปที่จะเห็นในปีนี้


“สิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ คือ การมองลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง รูปแบบการให้บริการตามความต้องการของลูกค้า รวมถึงมีระบบวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้มีประสิทธิภาพที่ดี โดยเรามียอดขายเติบโต แต่ปริมาณสินค้าคงคลังต่ำลงเรื่อยๆ มีการบริหารสินค้าอย่างรวดเร็ว เราคืนสินค้าน้อยมาก ขณะที่จุดแข็งเรา คือ เรื่องของระบบการบริหารจัดการทั้งหมด และเราไม่มีปัญหาเรื่องบุคลากร โดยอยากฝาก HL ร้านขายยารายแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ธุรกิจปัจจัยสี่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นธุรกิจที่จำเป็น โดยเรามียอดขาย กำไร เติบโตต่อเนื่องทุกปี มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน”นายธัชพล กล่าว



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Where to put your money
“All-Time High” (จุดสูงสุด) ของวันนี้… อาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของโอกาสครั้งต่อไปก็เป็นได้ !!!
เมื่อ อีก 3 ชั่วโมง
Stock of the Day
EPG ก้าวอย่างมั่นคง เน้นบริหารต้นทุนมากกว่าตัวเลข มั่นใจปี 2569/2570 โตทุกกลุ่มธุรกิจ รับโครงการภาครัฐ - Data Center หนุน
เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
พันธบัตรสหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง”
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
ก.ล.ต. ธปท. คปภ. ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เชิญชวนอินฟลูเอนเซอร์เข้าร่วมโครงการ Money Story for Influencer เล่าเรื่องการเงินอย่างรับผิดชอบ
เมื่อ 12 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us