MTC ปักธงปี 69 พอร์ตทะลุ 2แสนล้านบาท คาดไตรมาส 2 โตต่อเนื่อง รับความต้องการสินเชื่อช่วงเปิดเทอม
ผู้นำสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์และนาโนไฟแนนซ์ของเมืองไทย อย่าง MTC กำลังจะสร้างการเติบโตระยะยาว ด้วยการวางแผน 4 ปี ดันเป้าพอร์ตสินเชื่อพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว เทียบปี 2565 โดยวางแผนการทำตลาดทั้งลูกค้าเดิมที่มีประวัติการชำระหนี้ดี และการเข้าหาลูกค้าใหม่ที่มีความต้องการต่อเนื่อง
นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ผู้นำสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์และนาโนไฟแนนซ์ของเมืองไทย เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในช่วง 4 ปี ข้างหน้า (2569) วางเป้าพอร์ตสินเชื่อทะลุ 200,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว เทียบปี 2565 ที่วางเป้าทะลุ 100,000 ล้านบาท ซึ่งการจะก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯต้องเติบโต 20-25% ต่อปี ตลอด 4 ปี อีกทั้งยังวางเป้าหมายควบคุมหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ไม่เกิน 2%
ขณะที่ในปีนี้ MTC ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อพุ่งแตะระดับ 100,000 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจหลักคือ เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) และธุรกิจที่ตั้งขึ้นใหม่ คือ เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) และเมืองไทย เพย์ เลเทอร์ (MTPL) เป็นธุรกิจที่จะเข้ามาสนับสนุนการทำธุรกิจในอนาคต โดยมีการวางแผนการทำตลาดทั้งลูกค้าเดิมที่มีประวัติการชำระหนี้ดี และการเข้าหาลูกค้าใหม่ที่มีความต้องการใช้บริการผ่านการดำเนินงานของสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ
นายชูชาติ กล่าวว่า บริษัทฯ ได้เร่งทำการตลาดเพิ่มอีก 2 ธุรกิจ คือ บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด ที่ให้บริการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยตั้งเป้าว่าในปี 2565 จะมียอดสินเชื่อคงค้างประมาณ 10,000 ล้านบาท และบริษัท เมืองไทย เพย์ เลเทอร์ จำกัด ที่ให้บริการ “ซื้อก่อน ผ่อนทีหลัง” กับกลุ่มลูกค้าเดิม และหาลูกค้าใหม่มาเพิ่มเติม โดยการเสนอสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า ,คอมพิวเตอร์ , เครื่องใช้และของใช้ในบ้าน ตามนโยบาย ซื้อก่อน ผ่อนทีหลัง ซึ่งทั้ง 2 บริษัท ถือหุ้นโดย เมืองไทย แคปปิตอล เกือบ 100%
“แม้จะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ แต่ไม่ได้ทำให้พอร์ตสินเชื่อของบริษัทฯชะลอตัว เนื่องจากได้มีการวางแผนและกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก เพื่อขยายฐานลูกค้า รองรับดีมานด์ลูกค้าที่มีจำนวนมากทั่วประเทศ โดยในปีนี้วางแผนเปิดสาขาใหม่ 700 สาขา เมื่อรวมกับสาขาเดิมที่มีอยู่จะทำให้ภายในสิ้นปี 2565 จะมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 6,500 สาขา ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทฯที่มีจำนวนสาขา และลูกค้ามากที่สุดในประเทศไทย เพื่อให้สามารถบริการแก่ผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อได้อย่างทั่วถึงและกระจายในวงกว้างมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม จึงมั่นใจว่าปีนี้พอร์ตสินเชื่อจะมีการเติบโตประมาณ 30% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา”
สำหรับตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 31 เดือนมีนาคม 2565 มีการเปิดสาขาใหม่เพิ่มเป็นจำนวน 362 สาขา ส่งผลให้ บริษัทฯ มีสาขา 6,161 สาขา กระจายทั่วประเทศ
ลุ้นไตรมาส 2 พอร์ตสินเชื่อพุ่ง 1 แสนล้านบาท
นายชูชาติ กล่าวอีกว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 1/65 ทำสถิติ New High ได้อีกครั้ง โดยมีรายได้รวม 4,448 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 15.31% มีกำไรสุทธิ 1,375 ล้านบาท ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากยอดสินเชื่อคงค้างที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และในไตรมาสแรกของปีนี้ ได้สร้างสถิติสูงสุดใหม่ โดยมีสินเชื่อคงค้างกว่า 98,612 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25,065 ล้านบาท หรือ 34.08% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่นายปริทัศน์ เพชรอำไพ รองกรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า มองว่าไตรมาส 1/65 น่าจะเป็นไตรมาสที่ผลประกอบการน้อยที่สุดของปีนี้แล้ว โดยประเมินว่าแนวโน้มไตรมาส 2/65 จะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 1/65 เนื่องจาก การใช้จ่ายช่วงเทศกาลและเปิดเทอม และการเพาะปลูกด้านเกษตรกร และแนวโน้มเปิดประเทศ ที่จะเข้ามาสนับสุนเพิ่มเติมอีกด้วย
อย่างไรก็ตามปี 65 วางเป้าการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อเติบโต 30% จากเดิมคาดเติบโต 20-25% อย่างไรก็ตามหากพอร์ตสินเชื่อไตรมาสช่วง 2 แตะระดับ 1 แสนล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปี 2565 มีโอกาสที่พอร์ตสินเชื่อจะเพิ่มไปอยู่ที่ระดับ 1.2 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ยังมองว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมยังเติบโตต่อเนื่องจากปี 2564 โดยในไตรมาสที่ผ่านมาสินสินของบริษัทยังมีการเติบในทิศทางที่ดี ขณะที่ในปีนี้บริษัทวางแผนจะออกหุ้นกู้ 15,000 ล้านบาท คาดต้นทุนอยู่ที่ 3.50% ซึ่งมีแผนจะออกหลายช่วงเวลา
