สแกน 4 หุ้นเด่นส่งออกอาหาร ที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ จากค่าเงินบาทอ่อนสุดในรอบ 5 ปี
รายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปีที่ 34.54 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงแรกสอดคล้องกับสกุลเงินเอเชียในภาพรวม ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นตามการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ก่อนการประชุมเฟด อย่างไรก็ดีเงินบาทพลิกแข็งค่าช่วงสั้นๆ ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ เพื่อทำกำไรหลังผลการประชุมเฟดแม้เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ไปที่กรอบ 0.75-1.00% ตามคาด
สำหรับ กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะไป จะอยู่ที่ 33.80-34.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด สถานการณ์ยูเครน-รัสเซีย และทิศทางเงินทุนต่างชาติขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาการนำเข้า/ส่งออกเดือนเม.ย. เป็นต้น
ขณะเดียวกันล่าสุด (11 พ.ค.65) นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทยังคงอ่อนค่าอยู่ที่ระดับ 35.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่องสูงสุดในรอบ 5 ปี ขณะเดียวกันในช่วงที่ภาวะตลาดหุ้นมีความผันผวน ในจังหวะนี้จึงถือเป็นโอกาสที่จะหากลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า ซึ่งถือเป็นกลุ่มหุ้นที่ควรจะเก็บไว้ในพอร์ตการลงทุน
โดยกลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า จะแบ่งเป็นกลุ่มส่งออกอาหาร และส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยกลุ่มหุ้นส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ค่า P/E ยังอยู่ในระดับสูง และมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่กลุ่มส่งออกอาหาร ถือเป็น Safe Haven ที่น่าสนใจที่สุด เพราะมี P/E ในระดับต่ำแค่เพียง 10-11 เท่า ซึ่งมองว่ากลุ่มส่งออกอาหารจะช่วยให้พอร์ตการลงทุนมีผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดหุ้นได้
สำหรับหน้าหุ้นในกลุ่มส่งออกอาหารที่น่าสนใจ และที่นักวิเคราะห์ให้คำแนะนำ ได้แก่ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ,บริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ CFRESH,บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN และ บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้คำแนะนำสะสม TU โดยมองว่างวดไตรมาส 2/65 จะได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าแบบเต็มที่ เพราะค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่าตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/65 และจะเริ่มเห็นการปรับราคาขายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้มาร์จิ้นดีขึ้น ทั้งนี้ คงประมาณการกำไรปกติปี 65 ที่ 7,854 ล้านบาท ราคาปัจจุบัน PER65 เพียง 10 เท่า ประเมินแนวต้านทางเทคนิคไว้ที่ 18 บาท และราคาเป้าหมายไว้ที่ 22 บาทต่อหุ้น
ขณะที่ CFRESH เป็นหุ้นกลุ่มส่งออกอาหารขนาดเล็ก สามารถเลือกเก็งกำไรได้ โดยประเมินแนวต้านไว้ 3.80 บาท ราคาหุ้นมีปัจจัยบวกระยะสั้นรออยู่ คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/65 จะทำได้ 80-100 ล้านบาท ซึ่งเติบโตเด่น 2,474%-3,117% จากปีก่อน ขณะที่ Momentum กลุ่มส่งออกอาหารได้แรงหนุนจากการตึงตัวนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงิน USD แข็งค่า และเงินบาทอ่อนค่าลงเป็น 34.50 บาทต่อดอลลาร์ในงวดไตรมาส 2/65 เบื้องต้นนักวิเคราะห์ประเมินกำไรปี 2565 ที่ 322-376 ล้านบาท เทียบเท่า EPS ที่ 0.35-0.41 บาท ราคาปัจจุบันซื้อขายที่ PER 65 กรอบ 8.5-9.9 เท่า
สำหรับหุ้น ASIAN บริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเป็นบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 1/65 โดยกำไรสุทธิออกมาใกล้เคียงกับที่คาดอยู่ที่ 248 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน สาเหตุที่โต เพราะรายได้ของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น 63% และรายได้ของธุรกิจอาหารแช่เยือกแข็งโต51% จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง
โดยเรายังคงประมาณการกำไรปี 65 ที่ 1,256 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จาก Product Mix ที่ดีขึ้นจากสัดส่วนของอาหารทอดแช่เยือกแข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเราคาดว่าบริษัทจะได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าใน ไตรมาส 2/65 คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 22.80 บาท อิง PE 15 เท่า
ปิดท้ายกันที่ SUN ผู้บริหารให้ข้อมูลว่าในงาน OPPDAY ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ว่า ในปี 65 จะสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นได้มากกว่าปีก่อน แม้ว่าจะมีปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่บริษัทสามารถขอปรับราคาขายเพิ่มตามไปได้ขณะเดียวกันจะได้ประโยชน์จากการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่า
โดยบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า หลังจากที่ SUN ประกาศงบไตรมาส 1/65 ออกมาลดลงเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ และราคาหุ้นก็ได้มีการตอบรับข่าวเรื่องผลประกอบการไปแล้ว ดังนั้นจังหวะนี้จึงเป็นจุดที่เหมาะกับการเข้าสะสม เพื่อรับอานิสงส์ที่จะรับจากการที่เงินบาทแข็งค่าในงวดไตรมาส 2/65

