ปรับกลยุทธ์เทรดหุ้นอย่างไร เอาตัวรอดได้กับภาวะชวนอึดอัด
ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้รับปัจจัยกดดันทั้งจากภายในประเทศ และต่างประเทศ ที่กดดันการฟื้นตัวของดัชนี ทำให้นักลงทุนในช่วงนี้ต่างทำการบ้านอย่างหนักในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างร้อนแรง ซึ่งวันนี้ Wealthy Thai ได้มีมุมมองดีๆ มาฝากนักลงทุนอีกแล้ว ในช่วงที่เทรนตลาดผันผวนแบบนี้ นักลงทุนควรทำอย่างไร?
โดยนายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยกับ Wealthy Thai ว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงอย่างร้อนแรง โดยได้รับปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งเรื่องของเงินเฟ้อสหรัฐที่ออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ ทำให้ความกังวลเรื่องของการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องด้วย
ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียยูเครนก็ยังยืดเยื้อต่อเนื่อง ทำให้ราคาต้นทุนวัตถุดิบยืนในระดับสูงอีกนาน ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยที่มาพร้อมกัน เงินเฟ้อจึงมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลต่อการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อไปสกัด ซึ่งรวมถึงประเทศไทยเอง ที่เงินเฟ้อแบบนี้ก็มีโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้เช่นกันในช่วงที่เหลือของปี โดยทุกๆการขึ้นดอกเบี้ยแต่ละครั้ง valuation จะกดดัน SET Index ลดลงราว 88 จุด
นอกจากนี้หากปัจจัยดังกล่าวมีการยืดเยื้อมากขึ้น เศรษฐกิจไปก็มีโอกาสชะลอตัวลงต่อจากนี้ ซึ่งสิ่งที่จะตามมา คือ ความกังวลของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่จะชะลอตัวลงเช่นกัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามาทั้งนั้น โดยต้นทุนต่างๆที่แพงขึ้น จะนำไปสู่กำไรที่ลดลง
ทั้งนี้มองว่ามีอยู่ 1 ประเด็นที่ยังไปต่อได้ คือ การท่องเที่ยว เนื่องจาก ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทย ในช่วงเดือนนี้ราว 3 แสนคนแล้ว หากประเมินตามที่รัฐบาลคาดการณ์ช่วงปลายปีได้ 1 ล้านราย ที่น่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย แสดงถึงแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งดูจากตัวเลขเฉลี่ยก็น่าจะได้ตามเป้าหมาย 5-7 ล้านราย
ส่วนความคาดหวังมาตรการต่างๆ อย่างที่ภาครัฐจะผลักดันนั้น เริ่มหมดลง ทั้งคนละครึ่งเฟส 4 หมดไปแล้ว การดึงราคาน้ำมันดีเซลก็ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นมาตรการกระตุ้นนับจากนี้ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ในขณะที่ภาวะของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น ทำให้นำไปสู่กำไรบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสชะลอตัวลง
ขณะเดียวกันกำไรบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาส 1/65 เบื้องต้นที่เห็นข้อมูล พบว่า ชะลอตัวลงราว 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งไตรมาส 1 ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่ดีที่สุดของปี ทำให้นักลงทุนอาจจะมีความตกใจ ซึ่งตอนแรกที่คอดว่าราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสูงจะดี แต่กลายเป็นบริษัทน้ำมันมีการทำป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ส่งผลให้มีการขาดทุนจากประเด็นดังกล่าว ส่วนหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีสเปรดค่อนข้างบางก็ถูกดันไปด้วย
ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนกังวลในไทย คือ เศรษฐกิจชะลอตัวลง นำไปสู่กำไรบริษัทจดทะเบียนที่จะชะลอตัวลงด้วย แต่ระยะสั้นกำไรไตรมาส 1/65 ก็ไม่สดใสอย่างที่คาด จึงเป็นผลพวงว่าจะสิ่งมองว่าจะดี มีโอกาสปรับตัวลดลง ทำให้หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ย่อตัวลงมาด้วย ประกอบกับในช่วงเดือนมิ.ย.จะเป็นช่วงที่การลดสภาพคล่องส่วนเกินในระบบซึ่งจะมาอย่างจริงจัง มีโอกาสที่จะเห็นการลดงบดุล ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนกังวลอีกด้วย
“จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ภาพรวมตลาดหุ้นจะอึมครึมในช่วงนี้ ซึ่งจะกินระยะเวลานานแค่ไหน ตอบยาก เพราะหากตลาดไม่ลดลง ก็จะซึมๆ แต่ถ้าลดลงอย่างร้อนแรง ก็มีโอกาสดีดกลับเช่นกัน แต่ก็เป็นความเสี่ยง ขณะที่ประเด็นสภาพคล่อง หากมีการเก็งตั้งแต่ช่วงนี้ เดือนหน้าอาจจะผ่อนคลายก็ได้ แต่ถ้าไม่ดูดซับไปเยอะในเดือนนี้ ก็จะซึมๆไปเรื่อยๆ แต่ประเด็นคือไม่รู้ว่าจะร่วงเร็ว หรือ ค่อยๆร่วง ซึ่งความเสี่ยงนั้นเรารู้แล้วที่กล่าวข้างต้น จะนำมาสู่ปัญหานี้ ยกเว้นทุกอย่างจะผ่อนคลาย ทั้งเรื่องรัสเซีย ยูเครน เงินเฟ้อต่างๆ ” นายภราดร กล่าว
จากสภาวะตลาดหุ้นไทยที่ชวนอึดอัดแบบนี้ นักลงทุนจะเอาตัวรอดอย่างไร? นายภราดร กล่าวว่า นักลงทุนจะต้องใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Selective มากขึ้นแล้วหลังจากนี้ อย่างน้อยต้องมีการถือเงินสดไว้เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต ราว 30% ของพอร์ต
นอกจากนี้จะต้องเลือกหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวเข้ามาหนุน ที่จะเอาชนะตลาดได้ อย่างกลุ่ม ความผันผวนต่ำ defensive เช่นหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล BH, BDMS ต่อมาหุ้นแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น หากย่อตัวลงมาให้หาจังหวะสะสมได้ อย่าง BLA, BBL รวมทั้งหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า อย่าง VNG, CPF
สำหรับแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทย ประเมินแนวรับสำคัญทางเทคนิคอยู่ที่ 1570/1580 จุด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของตอนก่อนเกิดโควิดอีกด้วย ขณะที่แนวต้าน 1600/1630 จุด

