เปิดเหตุผล 6 ข้อสำคัญ ที่ทำให้ธุรกิจของ BANPU เติบโตได้ต่อเนื่อง
BANPU เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึงราคาถ่านที่ทรงตัวในระดับสูงจากซัพพลายในตลาดที่ตึงตัว ทำให้กำไรไตรมาส 1/65 ที่ผ่านมาเติบโตก้าวกระโดดกว่า 500% ซึ่งแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี BANPU ยังมองว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ยังมีการรับรู้รายได้แหล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เนตต์ (Barnett) ในประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาช่วยสนับสนุนด้วย
ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในแหล่ง Barnett
โดยนางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU กล่าวในงาน Opportunity Day ว่า ไตรมาส 2/65 ราคาถ่านหินยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงเฉลี่ย 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากปัจจัยความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึงนโยบายห้ามส่งออกถ่านหินของรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งทำให้ซัพพลายในตลาดมีจำกัด ในขณะที่ความต้องการใช้ยังมีเพิ่มขึ้น ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติ คาดว่าจะปรับตัวขึ้นจากปริมาณสำรองก๊าซยังอยู่ในระดับต่ำ และการเข้าสู่ฤดูหนาวจะทำให้ราคาก๊าซปรับตัวสูงขึ้น โดยประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลังราคาก๊าซธรรมชาติน่าจะยังผันผวน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของบริษัท
ขณะที่การเข้าซื้อแหล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เนตต์ (Barnett) ในประเทศสหรัฐอเมริกาจากจากบริษัท XTO Energy, Inc. and Barnett Gathering LLC (XTO) ซึ่งเป็นบริษัท ย่อยของ Exxon Mobil Corporation นั้น บริษัทมองว่าเป็นการเข้าซื้อกิจการในราคาที่เหมาะสม โดยการประเมินมูลค่าไม่ได้อยู่บนพื้นฐานราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงในปัจจุบัน เนื่องจากมีการเจรจากับผู้ขายมาเป็นเวลานาน ซึ่งแหล่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าวนับเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าสำหรับ BANPU มากที่สุด เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับสินทรัพย์ในแหล่ง Barnett ของ BANPU จึงคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าจากการ synergy ได้เพิ่มเติม
ทั้งนี้ คาดว่าดีลการซื้อขายจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมิ.ย. 2565 และบริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากแหล่งก๊าซธรรมชาติของ XTO ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งหลังจากนั้นจะสามารถบอกประมาณการ EBITDA และอัพไซด์ที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทได้ อย่างไรก็ตาม การซื้อแหล่งก๊าซธรรมชาติจาก XTO ครั้งนี้ ทำให้ปริมาณการผลิตก๊าซสุทธิของ BANPU พิ่มขึ้น และกลายเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในแหล่ง Barnett ในรัฐเท็กซัส
ขยายสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด
ด้านนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ประเด็นที่ยังไม่มั่นใจคือ Valuation เพราะการซื้อขายเกิดขึ้นในช่วงราคาก๊าซอยู่ระดับสูง ปัจจุบันบริษัทยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลตัวเลข รวมทั้งการ Breakdown มูลค่าของธุรกิจกลางน้ำ เพราะยังอยู่ระหว่างกระบวนการเจรจาซื้อขาย ทำให้เรายังไม่สามารถประเมินมูลค่าและรวมโครงการดังกล่าวไว้ในประมาณการ (ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมภายหลังปิดดีลช่วงปลายเดือนมิ.ย. 2565) ทั้งนี้ ผู้บริหารยืนยันว่ามูลค่าเข้าซื้อถือว่าไม่แพง และอยู่ในกรอบค่าเฉลี่ยที่อุตสาหกรรมซื้อขายกัน โดยการเจรจาซื้อขายเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2564 ช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์รัสเซีย - ยูเครน ทำให้สมมติฐานราคาก๊าซที่ใช้ประเมินไม่ได้สูงเท่ากับปัจจุบัน และบริษัทมองว่าราคาก๊าซในระยะยาวจะอยู่ในช่วง 3.5-4.5 เหรียญต่อmmbtu
แต่มองเป็นบวกเชิงกลยุทธ์จากการเข้าลงทุนในครั้งนี้ เพราะจะช่วยให้ BANPU ขยายเข้าสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดตามนโยบาย Greener Smarter เป็นการซื้อสินทรัพย์จาก Exxon ที่มีความน่าเชื่อถือ และราคาก๊าซระดับสูงในปัจจุบันจะช่วยเพิ่มกำไรให้ BANPU ทันทีที่ปิดดีล นอกจากนี้ยังสามารถ Synergy กับแหล่งก๊าซเดิมได้ง่ายจากพื้นที่อยู่ติดกัน อีกทั้งภายหลังการลงทุนนี้ BKV จะขึ้นเป็นผู้ผลิตก๊าซรายใหญ่ที่สุดในแหล่งก๊าซ Barnett ช่วยสร้างความน่าสนใจและสนับสนุนโอกาสสำหรับการ Spin-off ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 14.30 บาท
มูลค่าหุ้นยังถูก
ขณะเดียวกันบล.บัวหลวง ระบุถึงแนวโน้มไตรมาส 2/65 ของ BANPU ว่า กำไรหลักมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 1/65 หนุนโดยกำไรที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจถ่านหินและก๊าซ (ราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น) แต่กำไรหลักมีแนวโน้มอ่อนตัวจากไตรมาส 1/65 เป็นผลมาจากกำไรธุรกิจถ่านหินและก๊าซที่ลดลง (ราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงตามฤดูกาล) และฐานที่สูงในไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม อุปทานที่ตึงตัวเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจจะหนุนราคาถ่านหินให้ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ในช่วงเวลาดังกล่าวหากเป็นกรณีนี้ กำไรหลักของบริษัทในไตรมาส 2/65 จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/65
เนื่องจากราคาถ่านหินในปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก อัพไซต์ของราคาถ่านหินจากระดับปัจจุบันน่าจะมีจำกัด เราจึงไม่เห็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นที่ชัดเจนในระยะสั้น อย่างไรก็ตามมูลค่าหุ้นที่ถูก โดยซื้อขายอยู่ที่ PBV ณ สิ้นปี 2565 เพียง 1.1 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 1.2 เท่า อยู่ที่ 0.3 ส่วนเบียงเบนมาตรฐาน) และยังมีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรในระยะยาวจากการลงทุนใหม่ในธุรกิจพลังงานอัจฉริยะ (BanpuNEXT) น่าจะช่วย จำกัดความเสี่ยงขาลงของราคาหุ้น แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 12.90 บาท

