THG เอายังไงดี เมื่อ บล.กสิกร เชียร์ “ขาย” เป้าหมาย 41.90 บาท แต่หมอบุญเข้าซื้อเดือนเดียวเกือบ 70 ล้านบาท
THG ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง โดยหากย้อนไทม์ไลน์ไปช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบัน (31 พ.ค.65) พบว่าราคาหุ้นบวกขึ้นมาอย่างร้อนแรงสูงถึง 101.34% โดยทำราคาสูงสุดเมื่อวันที่ 1 เม.ย.65 ที่ 99.50 บาท ขณะที่ราคาต่ำสุดเมื่อวันที่ 11 ม.ค.65 ที่ระดับ 36.25 บาท
แต่หากสำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นในเดือนล่าสุดอย่าง พ.ค.65 พบว่าราคาหุ้นปิดการซื้อขายของเดือนที่ระดับ 75.00 บาท เพิ่มขึ้น 21.95% จากเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตามจากราคาหุ้นที่เคลื่อนไหวอย่างร้อนแรง หากเทียบกับราคาสูงสุด เมื่อวันที่ 1 เม.ย.65 ที่ 99.50 บาท เท่ากับว่าราคาปิดเดือนล่าสุด จะลดลงที่ระดับ 24.62%เมื่อเทียบจากราคาสูงสุด
แม้ว่าราคาหุ้นจะค่อนข้างผันผวน เมื่อเทียบกับราคาสูงสุดที่เคยทำไว้ แต่ดูเหมือนว่าหมอบุญ หรือ นาย บุญ วนาสิน ในฐานะประธานกรรมการบริษัท ยังคงเดือนหน้าทยอยเก็บหุ้น THG อย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนล่าสุดจากการรายงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พบว่าเพียงเดือนเดียวเข้าเก็บหุ้น THG มูลค่าสูงเกือบ 70 ล้านบาท

(ที่มา market.sec.or.th)
อย่างไรก็ตามการปรับเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาทำให้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจว่า ราคาหุ้นยังคงแพง โดยคงคำแนะนำ “ขาย” THG แม้จะมีมุมมองบวกเล็กน้อยต่อรายได้จากโรงพยาบาลและยอดขายของโครงการจิณณ์ แต่กำไรและราคาเป้าหมายถูกปรับขึ้นแบบไม่มีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ดูเหมือน THG กำลังจะเข้าสู่วัฎจักรการลงทุนอีกครั้งจากการขยายกำลังการรองรับบริการ จึงยังมองว่าราคาหุ้นค่อนข้างแพง ซื้อขายด้วย PER ปี 2566-67 ที่มากกว่า 50 เท่า สูงสุดในกลุ่ม ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาน่าจะเป็นผลจากการเก็งกำไรเรื่องดีลการควบรวม (M&A) ด้าน upside risk จะมาจากการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ จำนวนผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด และมีดีล M&A
ทั้งนี้คำนวณมูลค่าหุ้นTHG ด้วยวิธี NAV ราคาเป้าหมายกลางปี 2566 ที่ 41.90 บาท แบ่งเป็นมูลค่าธุรกิจบริการโรงพยาบาลที่ 41.3 บาท และมูลค่าการถือหุ้น 5.1% ใน RJH ที่ 0.6 บาท อิงจากราคาเป้าหมายกลางปี 2566 ของ RJH ที่ 33 บาท ราคาเป้าหมายของฝ่ายวิจัยสะท้อน PER ปี 2566 ที่ 55.7 เท่า และ ปี 2567 ที่ 50.9 เท่า ต่ำกว่าระดับเฉลี่ย 4 ปีก่อนของ THG ที่ 90 เท่า และอัตราตอบแทนเงินปันผลที่ 2.2% ในปี 2565
ขณะที่ในการประชุมนักวิเคราะห์ผ่านระบบทางไกลในสัปดาห์ก่อน (วันที่ 26 พ.ค.2565) ผู้บริหารคาดว่ารายได้รวมโควิด-19 จะเติบโต 59% ในปี 2565 เพิ่มขึ้นจากฐานรายได้ไม่รวมโควิด-19 ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้น 12% จากรายได้รวมในปี 2564 ทั้งนี้ อัตราเติบโตที่ 59% แบ่งเป็นอัตราเติบโตของการดำเนินงานปกติที่ 15% ของบริการใหม่และห้องแลปที่ 10% และของบริการโควิด-19 และวัคซีนทางเลือกที่ 34% โดยยังไม่รวมดีล M&A ณ สิ้นไตรมาส 1/2565 ตัวเลขรายได้จากโควิด-19 และวัคซีน รวมทั้งการดำเนินงานปกติสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทฯ ขณะที่บริการใหม่และห้องแลปยังต่ำกว่าเป้ามาก ซึ่งบริษัทฯ เชื่อว่าจะเริ่มสร้างรายได้แบบมีนัยสาคัญขึ้นในช่วงครึ่งหลังปีนี้
ยอดขายโครงการจิณณ์เวลบีอิ้งฟื้นตัวขึ้นแข็งแกร่ง THG โอนกรรมสิทธิ์ 21 ยูนิตระหว่างเดือนเม.ย.-พ.ค. เทียบกับที่ 2 ยูนิต ในไตรมาส 1/2565 และเป็นระดับสูงที่สุดตั้งแต่ไตรมาส 3/2562 และมียอดขายรอโอน (backlog) ที่ 25 ยูนิต โดยผู้บริหารคาดว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ 50-100 ยูนิต ในปี 2565 ทั้งนี้ ผู้ซื้อทั้งหมดเป็นชาวไทยที่น่าจะมีปัจจัยกระตุ้นจากแผนก่อสร้างโรงพยาบาลธนบุรี-รังสิต หน้าโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง ขณะที่ THG ไม่ได้ออกโปรโมชั่นส่งเสริมการขายในเชิงรุกใด ๆ
แผนขยายกำลังรองรับบริการโรงพยาบาลในปี 2565-66 โรงพยาบาลธนบุรีบำรุงเมือง เพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยในเป็น 127 เตียง ในไตรมาส 2/2565 จาก 47 เตียง ในไตรมาส 1/2565 และจะเปิดศูนย์รักษาใหม่อีก 5 แห่ง ในปี 2565 ส่วนโรงพยาบาลธนบุรี 1 จะเพิ่มห้องตรวจผู้ป่วยนอกอีก 50 ห้อง จากการสร้างตึก 8 ชั้นด้วยงบลงทุน 740 ล้านบาท โดยจะเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนมิ.ย. และใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี
ขณะที่โรงพยาบาลธนบุรี 2 จะเพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยในอีก 52 เตียง และห้องตรวจผู้ป่วยนอกอีก 52 ห้อง จากการสร้างตึก 3 ด้วยงบ ลงทุน 435 ล้านบาท และจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปลายปี 2565 ทั้งนี้ การก่อสร้างทั้งหมดดังกล่าว ไม่ต้องขออนุมัติ EIA ด้านโรงพยาบาลธนบุรี-รังสิต (THG ถือหุ้น30%) คาดจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงเดือนมิ.ย.2566 และเปิดให้บริการได้ในปี 2568
มีแนวโน้มประกาศดีล M&A หลังไตรมาส 1/2565 THG มีแผนเพิ่มบริษัทร่วมอีก 1 แห่ง ในไตรมาส 2/2565 และจะมีอีกหลายบริษัทในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ผู้บริหารเชื่อว่าดีลที่จะประกาศในปีนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับ THG ที่ 1.5-2 พันล้านบาท ทั้งนี้ THG ให้ความสาคัญกับบริษัทที่มีกำไรแล้วทั้งในธุรกิจโรงพยาบาล และนอกกลุ่มโรงพยาบาล แหล่งเงินทุนคาดจะมาจากเงินกู้ที่ บริษัทยังสามารถกู้เงินได้เพิ่มเติม แต่ไม่ตัดทางเลือกในการเพิ่มทุนซึ่งจะขึ้นอยู่กับดีลที่จะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามปรับลดประมาณการกาไรปกติลง 14% ในปี 2565 เพื่อสะท้ อนสมมติฐานรายได้ จากโควิด-19 ที่ลดลง ซึ่งไม่ถูกชดเชยด้วยสมมติฐานรายได้โรงพยาบาลและยอดขายของโครงการจิณณ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างไรก็ดีปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2566-67 ขึ้นปีละ 4% จากการปรับเพิ่มประมาณการรายได้โรงพยาบาลและยอดขายโครงการจิณณ์ ทั้งนี้ยังไม่รวมดีล M&A และแผนการขยายกำลังการรองรับบริการของ รพ.ธนบุรี 1, 2 และรังสิตในประมาณการของฝ่ายวิจัยเนื่องจากสถิติในอดีตมีการเลื่อนการลงทุน
