นักวิเคราะห์หั่นเป้า SET เกือบ 100 จุด หลังเงินเฟ้อไทยพุ่งสูงสุดรอบ 13 ปี คาด กนง. ต้องขึ้นดอกเบี้ยภายในครึ่งปีหลัง
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า จากกรณีที่เงินเฟ้อเดือน พ.ค.65 ของไทยออกมาที่ 7.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 ปี และถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่า Consensus ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 5.7% แต่อย่างไรก็ตามถือเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับที่เราคาดไว้ (กรอบ 6.6- 7.7%)
สำหรับผลกระทบของเงินเฟ้อที่สูงเห็นว่ามีผลเชิงลบอย่างน้อย 3 ส่วนคือ
1.เป็นแรงกดดันทำให้ กนง. ต้องพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จะทำให้ SET Index เป้าหมายลดลง 88 จุด มาอยู่ที่ 1,722 จุด
2.ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลทำให้ Fund Flow ไหลออกจากตลาดการเงินบ้านเรา
3.เป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนส่วนเพิ่มไปยังผู้บริโภคได้ ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการไตรมาส 2/65 ชะลอตัวลง ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่พอจะเป็นความหวังน่าจะเป็นกลุ่มท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง
สำหรับตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน มิ.ย. 2565 เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ คาดว่ายังมีโอกาสเห็นแนวโน้มเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง, มาตรการชดเชยราคาที่ทยอยหมดลง และหากลองนำค่าเฉลี่ยการเติบโตของ CPI ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ซึ่งอยู่ที่ 0.92% จากเดือนก่อน มาเป็นสมมุติฐานการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในเดือน มิ.ย. พบว่า CPI Index จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 107.60 จุด หรือ +7.7% จากปีก่อน
ประเด็นดังกล่าว สร้างแรงกดดันต่อ กนง.ที่ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระดับต่ำเพียง 0.5% โดยฝ่ายวิจัยฯคาดมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลายไตรมาส 3 หรือ ต้นไตรมาส 4 และหากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามกลไกจะกดดันให้ P/E ตลาดลดลง 0.99 เท่า กดดันดัชนีเป้าหมาย SET ลดลง 88 จุด จากเดิมที่กำหนดเป้าหมาย SET Index ปี 2565 ไว้ที่ 1,810 จุด
กังวลเงินเฟ้อ และขึ้นดอกเบี้ยมักกดดัน FUND FLOW ชะลอ
ในเดือน มิ.ย. 65 ต่างชาติสลับมาขายสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 3 วัน โดยมีปริมาณขายสุทธิ 4.5 พันล้านบาท (mtd) หลังจากซื้อสุทธิต่อเนื่องในช่วง 5 เดือนแรกของปี โดยฝ่ายวิจัยยังเชื่อว่า น่าจะเห็น Momentum การขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติในบางช่วงเวลาอยู่ ทั้งจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อไทยเร่งตัวขึ้น โดยวานนี้มีการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อไทย เดือน พ.ค. 65 เพิ่มขึ้นถึง 7.1% จากปีก่อน สูงสุดกว่าตลาดคาดและสูงสุดในรอบ 13 ปี (ฝ่ายวิจัยเองก็ประเมินว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นสูงกว่าคาดที่ 5.7% จากปีก่อน) และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อในเดือน มิ.ย. (รายละเอียดตามหัวข้อก่อนหน้า) ซึ่งอาจนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงท้ายไตรมาส 3 และต้นไตรมาส 4 ของปีได้
นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยฯ ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายกับ Fund Flow พบว่า ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา กนง. มีการขึ้นดอกเบี้ย 7 ครั้ง และในเดือนที่มีการขึ้นดอกเบี้ย Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยถึง 6 ครั้ง โดยต่างชาติขายสุทธิเฉลี่ย 1.05 หมื่นล้านบาทต่อเดือน แสดงให้เห็นว่าการขึ้นดอกเบี้ยมักจะแปรผกผันกับแรงซื้อหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักในเชิงลบกับประเด็นนี้เสมอ ดังนั้นหากนักลงทุนมีความกังวลว่า ธปท. มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น ก็อาจกดดันให้เ Fund Flow เริ่มชะลอการไหลเข้าเช่นเดียวกัน
จับตาสัญญาณจาก กนง.วันพรุ่งนี้
ขณะที่สัปดาห์นี้นักลงทุนยังต้องติดตามการประชุมกนง.ในวันพุธนี้ แม้ตลาดคาดคงดอกเบี้ย 0.5% แต่อาจเห็นมุมมองหรือความเสี่ยงของการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วขึ้นได้ ต่อด้วยตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ (พ.ค. 65) วันศุกร์ ตลาดคาดโต 8.3% จากปีก่อน (ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า) สรุปคือความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อ และการใช้นโยบายการเงินตึงตัวยังคงกดดัน Fund Flow ชะลอการไหลเข้าตลาดหุ้นไทย และส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนได้
