สำรวจราคาเป้าหมาย AAI หลังเคาะราคา IPO ที่ 5.55 บาท นักวิเคราะห์มองควรเทรดในราคา "พรีเมียม"

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าบริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI ล่าสุดกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 637.5 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1.00 บาทต่อหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 5.55 บาท


ทั้งนี้เตรียมเปิดจองซื้อสำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้นจองซื้อในวันที่ 17 – 21 ตุลาคม และสำหรับนักลงทุนรายย่อยจองซื้อในวันที่ 21, 25 – 26 ต.ค. 65 คาดนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 1 พ.ย. นี้


AAI ได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ร่วมจัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย รวมถึงแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์อีก 6 ราย เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่าย ประกอบด้วย


บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด


สำหรับการกำหนดราคา IPO ที่ 5.55 บาทต่อหุ้น หากพิจารณากำไรสุทธิของบริษัทในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง (ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 ถึงไตรมาสที่ 2/2565) ซึ่งเท่ากับ 694.56 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดจำนวน 2,125.00 ล้านหุ้น (Fully Diluted) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings Per Share) เท่ากับ 0.33 บาทต่อหุ้น และอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio : P/E) ประมาณ 16.98 เท่า



สำรวจราคาเป้าหมาย

มุมมองบล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ประเมินว่า AAI สมควรจะมี P/E พรีเมียมเมื่อเทียบกับกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารใน SET ซึ่งผลประกอบการมีความผันผวนสูงตามการเปลี่ยนแปลงของราคาเนื้อสัตว์และสัตว์น้ำ โดย AAI มีศักยภาพเติบโตอย่างมีเสถียรภาพจากการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและมีการขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตดี


ดังนั้นจึงประเมินมูลค่า AAI โดยดีสเคาน์จากบริษัทในต่างประเทศซึ่งประกอบธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีฐานลูกค้ากว้างกว่า ซึ่งมี P/E23 เฉลี่ยที่ 21.4 เท่า โดยอิง P/E23 ที่ 19-20 เท่า ได้ราคาเหมาะสม 7.37-7.76 บาท และมีมูลค่ากิจการเท่ากับ 15,658 - 16,482 ล้านบาท



ส่องการเติบโต

ทั้งนี้นักวิเคราะห์ดังกล่าวประเมินว่า ผลประกอบการจะเติบโตดีขึ้นต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 2565 ซึ่งคาดว่ารายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ในปี 2565 ที่ 7,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% จากปีก่อน โดยรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงคาดที่ 6,007 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 46%จากปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 86% ของยอดขายรวม จากการขยายกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก 6,000 ตันต่อปีในช่วงครึ่งแรกปี 65 เป็น 42 ,000 ตันต่อปี โดยคาดปี 2565 กำไรสุทธิที่ 750 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน


สำหรับปี 2566 คาดว่ายอดขายรวมเพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน เป็น 7,893 ล้านบาทจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่มีการขยายกำลังการผลิตในช่วงปลายปี 2565 จำนวน 7,500 ตันต่อปี เป็น 49,500 ตันต่อปี และคาดว่าคำสั่งซื้อจากลูกค้าเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มการขยายตัวของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มลดลงจากการที่ต้นทุนค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น ประเมินกำไรสุทธิปี 2566 จะเติบโต 10% เป็น 824 ล้านบาท โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของกำไรสุทธิในช่วง 3 ปีข้างหน้าที่ 14.3%


ขณะเดียวกันได้ทำสัญญาซื้อขายระยะยาว 5 ปี กับลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงที่มีชื่อเสียงในระดับสากล รวมทั้งเน้นผลิตอาหารสัตว์แบบเปียกและทยอยเพิ่มรายได้ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของตนเองซึ่งมีอัตรากำไรสูง


นอกจากนี้ AAI มีฐนะกรเงินแข็งแกร่ง โดยคดว่จะมีฐนะเป็นเงินสดสุทธิ (Net cash) ในปี 2565-2567 เทียบกับปี 2564 ที่มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน 0.2 เท่า เนื่องจากบริษัทจะนำเงินจาก IPO ส่วนหนึ่งไปชำระคืนเงินกู้ยืม สำหรับการลงทุนในปี 2565-2568 ประมาณ 2,100 ล้านบาทในการขยายกาลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกและคลังสินค้าอัตโนมัติจะนำมาจากเม็ดเงิน IPO และกระแสเงินสดภายในกิจการ คาดว่า EBITDA ปี 2565-2567 อยู่ที่ 1,085-1,437 ล้านบาท



อาหารสัตว์เลี้ยงของโลกโตต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันจากบทวิจัยของ Fortune Business Insights พบว่า ในปี 2564 ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของโลกมีมูลค่า 110,529 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2564-2572 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปีทำให้มูลค่าตลาดเพิ่มเป็น 163,704 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ


โดยประเทศไทยเป็นเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขและแมวอันดับ 3 ของโลก มีมูลค่าการส่งออก 2,048 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 9.7% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขและแมวของโลกปี 2564


This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Fun of Funds
“KTAM” ลั่นปี26 ปั้น AUM สู่ “1.1 ล้านลบ.” เพิ่มขึ้น +10%... แนะจัดพอร์ต “สมดุล” รับเทรนด์ “AI Supercycle” ยังชอบ “หุ้น” มากกว่า “ตราสารหนี้” มอง “หุ้นไทย” สิ้นปี27 ที่ระดับ 1,751 จุด !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
โลกช็อก เราต้องไม่ช็อก! “ทิสโก้” เตือนศก.โลกเสี่ยงโตช้า แต่ตลาดหุ้นไทยมีอัปไซด์พุ่งต่อได้อีก 10% ชูธีม AI - หุ้นปันผลเด่นนำพอร์ตสู้ศึกใหญ่
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
กัลฟ์น้อมถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Where to put your money
YLG มั่นใจทองยังเป็นขาขึ้น แม้ระยะสั้นแกว่งตัว Sideway หนี้สาธารณะ-De-dollarization หนุน แนะทยอยสะสมโซน 4,000 ดอลลาร์
เมื่อ 13 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
เซ็นทรัลพัฒนา และศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วประเทศ ร่วมแสดงพระฉายาลักษณ์ถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี
เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us