ALLY REIT รีเทลไซส์กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท มูลค่าน่าลงทุน – ปันผลดึงดูดใจ ชูจุดเด่น “กรีนคอมมูนิตี้” สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
หากจะพูดถึงกองรีทที่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอในตลาดทุนไทยก็อาจจะมีไม่มากนัก ซึ่งทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อัลไล หรือ ALLY REIT ก็เป็นหนึ่งในกองรีทที่มีจุดเด่นในด้านดังกล่าวด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีย้อนหลัง (ปี 2565 – 2566) ที่มีการจ่ายปันผลถึงปีละ 4 ครั้ง ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ได้มีการประกาศจ่ายปันผลแล้ว 2 ครั้ง และถือเป็นผลตอบแทนจากปันผลในระดับที่น่าพอใจ สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1/67 จ่ายปันผลในอัตรา 0.1310 บาทต่อหน่วย และงวดผลประกอบการไตรมาส 2/67 ในอัตรา 0.1330 บาทต่อหน่วย ซึ่งนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอไม่ควรพลาด
แต่นอกจากการจ่ายเงินปันผล ในด้านต่างๆ ALLY REIT ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน อย่างมูลค่าของหน่วยลงทุน (Valuation) ที่ราคา 4.56 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) ในปัจจุบัน (ณ วันที่ 13 ส.ค. 67) อยู่ที่ 0.47 เท่า ก็เป็นระดับที่มีความน่าสนใจและค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่มีตัวเลขอยู่ที่ 0.81 เท่า
ด้านปัจจัยพื้นฐาน ด้วยนโยบายการบริหารจัดการและการเล็งเห็นถึงศักยภาพของสินทรัพย์ที่เป็นโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ ที่มีพื้นที่เช่าให้แก่ประเภทร้านค้าที่หลากหลาย ตามความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ยุคใหม่ที่มีความหลากหลายตามไปด้วย และการจัดสรรเม็ดเงินลงทุนที่ไม่สูงมากนัก แต่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว
สำหรับสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ ALLY REIT ทั้ง 13 โครงการ จะเป็นโครงการประเภทคอมมูนิตี้มอลล์ที่ผสมผสานกันของพื้นที่ระหว่าง Indoor และ Outdoor ช่วยสร้างความแตกต่างให้โครงการศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรม พร้อมสร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้แก่ผู้เข้าใช้บริการ และอีก 1 โครงการ จะเป็นโครงการอาคารสำนักงาน ย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร
ภายใต้ทำเลที่ดีและมีศักยภาพของทั้ง 14 โครงการ ที่กระจายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตามหัวเมืองที่มีประชากรสูง รวมไปถึงมีการจับจ่ายใช้สอยและกำลังซื้อสูง จึงสามารถรักษาฐานผู้เช่าให้มีอัตราการเช่าสูงถึง 93.2% พร้อมกับปรับขึ้นค่าเช่าพื้นที่ได้ ทำให้ในปี 2566 มีรายได้รวม 1,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% และรายได้จากการลงทุนสุทธิ 648 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7%
ล่าสุด ALLY REIT ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/67 มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยทำกำไรจากการลงทุนสุทธิ 157.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่มีกำไรจากการลงทุนสุทธิ 155.4 ล้านบาท และมีรายได้รวมอยู่ที่ 419.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่ทำได้ 406.0 ล้านบาท
ซึ่งปัจจัยสนับสนุนมาจากการบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รายได้ค่าเช่าและค่าบริการเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ALLY REIT มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการให้เช่าพื้นที่จัดกิจกรรม (อีเวนต์) ในช่วงเทศกาลต่างๆ ทำให้ปริมาณลูกค้าเข้าใช้บริการที่ศูนย์การค้าเพิ่มขึ้น หนุนอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดีนอกจากโครงการประเภทศูนย์การค้า ALLY REIT ก็ยังได้มีการต่อยอดจุดแข็งในการบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ในมือ มาใช้ในการคัดเลือกและหาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง ทำให้สร้างโอกาสการเติบโตได้ในอนาคตจากมูลค่าสินทรัพย์รวม 13,614 ล้านบาท
โดยในปี 2567 ALLY REIT ยังคงมองหาโอกาสการเพิ่มทรัพย์สินโครงการใหม่ๆ เข้ามาในพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตและโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วย โดยวางเป้าหมายเพิ่มทรัพย์สิน 1-2 โครงการต่อปี
ล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 2/67 ALLY REIT ได้รับโอนสินทรัพย์ใหม่ คือ โครงการ “แฮปปี้ อเวนิว ดอนเมือง” เข้ามาเพิ่มเติมในพอร์ตเรียบร้อยแล้ว โดยโครงการดังกล่าวมีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยกว่า 94% และคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทน (Yield) ปีแรกกว่า 6.7%
ขณะเดียวกัน ALLY REIT ยังอยู่ระหว่างพิจารณาโอกาสลงทุนสินทรัพย์ใหม่อีก 1 โครงการในปีนี้ ซึ่งจะเป็นโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดเล็ก แต่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปี 2567
นอกเหนือจากขยายการลงทุนใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตและผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว ALLY REIT ยังมุ่งเน้นความเป็น Green Community Mall ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในโครงการ หรือ Green Public Space ซึ่งเน้นความเป็น Outdoor ร่มรื่น เหมาะสำหรับใช้เป็นจุดนัดพบของลูกค้า ตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนที่เข้ามาใช้บริการมากยิ่งขึ้น
ประกอบกับคัดเลือกผู้เช่าที่แตกต่างและเหมาะสมในแต่ละโครงการ หรือ Curated Tenants & Mix พร้อมจัดเตรียมกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการ และเพิ่มทราฟฟิกภายในโครงการให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ALLY REIT ยังให้ความสำคัญกับการเป็นผู้นำทางด้าน ESG หรือ ESG Leadership โดยมุ่งเน้นการลดใช้พลังงาน และปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน รวมถึงติดตั้งแท่นชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV Charger ในทุกโครงการ ตลอดจนเปลี่ยนแปลงน้ำทิ้งให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน
โดยองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนมีความสำคัญ และช่วยสนับสนุนให้ ALLY REIT สามารถดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต
