Official Update :

SET เผยชื่อบจ. คว้า SET Awards กลุ่มรางวัล Sustainability Excellence

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดงานมอบรางวัล SET Awards กลุ่มรางวัล Sustainability Excellence ซึ่งเป็นรางวัลด้านความยั่งยืนที่มอบให้กับบริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้โดดเด่นอย่างชัดเจนในแต่ละกลุ่มบริษัทจดทะเบียนตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization)


โดยคัดเลือกจากบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (Thailand Sustainability Investment: THSI) เพื่อเข้าร่วมการสัมภาษณ์จากคณะกรรมการพิจารณารางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืน ทั้งนี้ พิจารณาบริษัทที่ได้รับรางวัลจากการสัมภาษณ์เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมของบริษัทและผลคะแนนการตอบแบบประเมินความยั่งยืน

ในฉบับนี้ขอสรุปความโดดเด่นของบริษัทที่ได้รางวัล Honor, Best และ Highly Commended พอสังเขปได้ดังนี้

บริษัท

สรุปความโดดเด่น

BANPU

มีการเปลี่ยนผ่านทางธุุรกิจ (Transformation) ภายใต้กลยุุทธ์ Greener & Smarter โดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุุนในธุุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุุนเวียน ธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งตั้งเป้าหมายการมี EBITDA จากธุุรกิจพลังงานที่สะอาดขึ้นและเทคโนโลยีพลังงานในสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2568 รวมทั้งประกาศนโยบายอาชีวอนามัยและความปลอดภัยและเป้าหมาย “3 Zeroes” ได้แก่ Zero Incident ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น  Zero Repeat ไม่เกิดอุบัติเหตุซ้ำ Zero Compromise ไม่ย่อหย่อนในมาตรฐานและข้อกำหนดด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

BCP

ยังคงใช้กระบวนการ Business Process Redesign (BPR) เพื่อปรับปรุุงกระบวนการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 ที่ช่วยเพิ่ม EBITDA ในปี 2564 มากกว่า 1,600 ล้านบาท รวมทั้งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero ด้วยการจัดตั้ง Carbon Markets Club ร่วมกับองค์กรชั้นนำอื่น ๆ ในประเทศไทย เพื่อสร้างให้เกิดการตระหนักรู้และส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

IRPC

กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ “สร้างสรรค์นวัตกรรม การใช้วัสดุและพลังงานเพื่อชีวิตที่ลงตัว” เพื่อให้สอดรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในอนาคตที่จะรักษาความสามารถในการแข่งขันและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วได้ ด้วยการพัฒนาขยายธุรกิจหลักที่มีจุดแข็งและความเชี่ยวชาญต่อไปยังห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ (Adjacent Business) ตลอดจนแสวงหาธุรกิจใหม่ (Step Out Business) ที่เป็นธุรกิจเฉพาะด้านที่ให้คุณค่าและประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ Health & Life Science, Advance Material, Circular Business, Future Energy และ Energy Storage เพื่อผลักดันให้บริษัทเติบโต

PTT

ขยายและรุกธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสอดรับวิสัยทัศน์ใหม่ “Powering Life with Future Energy and Beyond” ได้แก่ (1) ธุรกิจพลังงานสะอาดและธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร
เช่น การเป็นศูนย์กลางซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (
LNG) ในภูมิภาคอาเซียน เป็นต้น (2) ธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงานตามทิศทางโลก เช่น ลงทุนในบริษัทผลิตยาสามัญชั้นนำจากไต้หว้น การต่อยอดในธุรกิจเคมีภัณฑ์จําพวกสารเคลือบผิว เป็นต้น ตลอดจนจัดตั้งคณะทำงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กลุ่ม ปตท. (PTT group Net Zero Task Force: G-NET) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนในกลุ่ม โดย PTT ตั้งเป้าหมายสู่ Carbon Neutrality ในปี 2040 และ Net Zero ในปี 2050 โดยใช้แนวทาง 3P: Persuit of Lower Emissions (Clean Growth) Portfolio Transformation (Green Portfolio) และ Partnership (Reforestation)

PTTEP

สร้างสมดุุลการเติบโต ปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ และพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลกที่มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยแนวทาง

การดำเนินธุุรกิจในบทบาท Cautious Diversified Player โดยให้ความสำคัญกับธุุรกิจหลักด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (Core E&P) เพื่อบรรลุุเป้าหมายการรักษากำลัง
การผลิตและเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียม ซึ่งในปี
2564 สามารถเพิ่มอัตราการผลิตในระดับสููงสุุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงการลงทุุนในธุุรกิจใหม่ (Beyond E&P) ในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ในอนาคต ตลอดจนปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุุนเวียนสำหรับธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และการอนุุรักษ์และฟื้นฟููระบบนิเวศทางทะเลเพื่อทุุกชีวิต (Ocean for Life) เช่น การเคลื่อนย้าย ส่วนบนของแท่นหลุมผลิตที่่โครงการอาทิตย์์เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ การตรวจติดตามสุุขภาพของมหาสมุุทรและความหลากหลายทางชีวภาพผ่านโครงการสำรวจข้อมูลฐานของปะการังฟอกขาว การปลููกป่าชายเลน เป็นต้น

PTTGC

ยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยสร้างระบบหมุนเวียนของผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร (Circularity) เพื่อนำพลาสติกใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและอัพไซเคิล โดยมีโรงงานพลาสติกชีวภาพครบวงจรโดยใช้เทคโนโลยีพล่สติกชีวภาพอันดับหนึ่งของโลก ตลอดจนมุ่งลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) โดยลดสัดส่วนธุรกิจ High Carbon มุ่งเน้นการเติบโตและการลงทุนใหม่ในผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (Performance Chemical/Specialty) ธุรกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Business) และเพิ่มการลงทุนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อสร้างความมั่นคงในด้านการจำหน่ายในระยะยาว

SAT

ขยายธุรกิจไปยังกลุ่ม EV for commercial usage เช่น รถบัสไฟฟ้า รถสามล้อไฟฟ้า เป็นต้น กลุ่ม Automation & Robotics สำหรับอุตสาหกรรมและ Warehouse รวมถึงกลุ่ม Agriculture Technology เช่น เครื่องตัดใบอ้อย เป็นต้น รวมทั้งสร้างศักยภาพของธุรกิจในปัจจุบันด้วยกลยุทธ์พัฒนาวัตถุดิบร่วมกับลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตด้วยระบบ Automation ลดต้นทุนพลังงานโดยส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ตลอดจนพัฒนาความสามารถบุคลากรด้านวิศวกรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันในสายการผลิตอย่างต่อเนื่องและพัฒนาความสามารถของบุคลากรสำหรับการพัฒนาธุรกิจใหม่

SCC

ให้ความสำคัญกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยดำเนินการภายใต้หลักการ “ผลิต-ใช้-วนกลับ” ผ่านการส่งเสริมแนวปฏิบัติ SCG Circular Way  ที่สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน
อย่างจริงจัง และใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าให้ทรัพยากรอย่างสูงสุดและจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น จัดทำ Pile Waste Module จัดการเศษเสาเข็มโดยใช้กระบวนการบดย่อยและใช้แทนวัสดุก่อสร้างในงานต่างๆ  ผลิตภัณฑ์ SCG GREEN  POLYMERTM เม็ดพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏชีวิตของผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

TOP

ขยายสายโซ่อุปทานจากโรงกลั่นน้ำมันไปยังธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำเพื่อรักษาความมั่นคงทางธุรกิจ เช่น ธุรกิจผลิตภัณฑ์ Bio-based เน้นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้เป็น High Value Products เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดจากปัจจุบันที่เป็นสินค้า Commodity เป็นต้น ตลอดจนรักษาความผูกพันควบคู่กับการสร้างคุณค่าต่อชุมชนและสังคมด้วยการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลโดยการสร้างต้นแบบการใช้พลังงานทดแทน ติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และต่อยอดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ตลอดจนส่งเสริมอนุรักษ์ ฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่ป่าและป่าชายเลน เพื่อสนับสนุนองค์กรไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในระยะยาว

AMATA

ดำเนินกลยุทธ์ความยั่งยืนภายใต้แนวคิดเมืองอัจฉริยะสมบูรณ์แบบ (AMATA Perfect City, Smart City) ด้วยการพัฒนาและยกระดับการดำเนินงานของนิคมอุตสาหกรรม
ให้มีความพร้อมทั้งด้านสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และบริการทางอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้สามารถรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ตลอดจนมุ่งสู่การเป็น
Carbon-neutral City ภายในปี 2583 โดยดำเนินโครงการ Smart Energy และ Smart Environment ด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำในอ่างเก็บน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ตลอดจนจัดการน้ำและขยะอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การบำบัดน้ำเสียและนำกลับมาใช้ใหม่ การเปลี่ยนขยะฝังกลบเป็นพลังงาน เป็นต้น

KBANK

มุ่งเป็น Bank of Sustainability โดยนำประเด็นด้าน ESG ได้แก่ E: Net Zeon, S: Financial for all และ G: Governance เข้ามาใช้เพื่อเป็นแนวทางพิจารณาการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าของธนาคาร และกำหนด Portfolio Decarbonization โดยจะทำการศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกและประเมินความพร้อมและความยากง่ายในการปรับเปลี่ยนนโยบายธุรกิจสู่ความยั่งยืนของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ธนาคารจะเข้าไปนำเสนอบริการทางการเงินและช่วยเหลือสนับสนุนให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

SCGP

มีการลงทุนในเทคโนโลยีด้าน Bio-based และ Plastic Recycle เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้าน Packaging ของ SCGP ให้เป็น Green Product เช่น พัฒนา Nanocellulose ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดาษ Recycle และ Mono-material plastic ที่สามารถนำกลับไป Recycle ได้สูงถึง 99.7% และมุ่งเป้าสู่ 100% ภายในปี 2025 รวมทั้งบริษัทร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนต่าง ๆ ในการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของ Circular Economy เพื่อรวบรวมขยะจากองค์กรธุรกิจ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก สถาบันการศึกษา และหน่วยงานราชการ เพื่อนำมา Recycle กลับมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตใหม่ และสร้างความตระหนักในด้านสิ่งแวดล้อมในแก่ชุมชนในโครงการชุมชนไร้ขยะนำร่อง

ADVANC

มุ่งเน้นพัฒนาความสามารถในการแข่งขันโดยมุ่งสู่การเป็น Cognitive Tech Company ด้วยการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมและ Lifestyle ของลูกค้า และร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ และให้ความสำคัญในด้าน Cybersecurity ด้วยการลงทุนในระบบงานให้ได้มาตรฐานระดับโลกและมีส่วนร่วมกับหน่วยงานรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาการหลอกลวงและอาชญากรรมทางไซเบอร์ และพัฒนา App อสม. ออนไลน์ เพื่อช่วยในการทำงานด้านสาธารณสุขชุมชน เช่น การคัดกรองผู้ป่วย COVID และป้องกันโรคไข้เลือดออก ซึ่งปัจจุบันมี Active user ใช้งานกว่า 500,000 คน

CPALL

ใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยหลักการ 3 เสน่ห์ คือ 1) เสน่ห์พนักงาน คือ การให้พนักงานบริการด้วยรอยยิ้มและใส่ใจ และมีการดูแลสวัสดิการที่ดี พร้อมการพัฒนาทักษะของพนักงานทุกคน 2) เสน่ห์สินค้า คือ การมีสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และ 3) เสน่ห์ร้าน คือ การเปลี่ยนภาพลักษณ์จากร้านสะดวกซื้อเป็นร้านค้าที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนด้วยการสนับสนุน SME กว่า 17,000 ราย ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างแบรนด์ สนับสนุนเงินทุน และนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายใน 7-11 สร้างรายได้รวมกว่า 13,000 ล้านบาท

CPF

มุ่งเน้นขับเคลื่อนนโยบายสร้างความมั่นคงตลอด Supply chain ของบริษัทในรูปแบบ Vertical integration ผ่านโครงการ Smart farming & Smart factory และโครงการให้ความรู้ คำแนะนำแก่เกษตรกรและพันธมิตรคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น การไม่บุกรุกป่าเพื่อปลูกข้าวโพด การเช่าที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง และการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มผลผลิต นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนและบริหารจัดการ Contract farming ที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพ โดยสามารถป้องกันโรคระบาดในสุกร ASF เสียหายน้อยกว่า 2%

CPN

มีการทำ Joint-venture และ M&A กับพันธมิตร เช่น Dusit Thani, Ikea, JWD, Grab และ Mitubishi Estate Asia เพื่อกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจศูนย์การค้า และมีแนวคิดในการพัฒนาโครงการทุกแห่งที่จะผสมผสานอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม จัดพื้นที่ขายและกระจายสินค้าชุมชนไปยังภูมิภาคอื่น มีส่วนร่วมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนกว่า 1,852 ล้านบาทในช่วงปี 2564 นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรพื้นที่เพื่อเป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านสังคม (Community service space) เช่น ศูนย์ฉีดวัคซีน ศูนย์บริจาคโลหิต และหน่วยงานราชการที่ให้บริการประชาชน เป็นต้น

GPSC

มีการวางกลยุทธ์ 4 ด้าน คือ การสร้างความเข้มแข็งและขยายธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง การขยายการลงทุนไปยังพลังงานสะอาด การลงทุนในธุรกิจ S-curve เช่น การพัฒนา Hydrogen Value Chain ธุรกิจแบตเตอรี่ลิเธียม และการเป็นศูนย์การให้บริการด้านพลังงานแก่ลูกค้าทุกกลุ่ม เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากการใช้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายให้สัดส่วนการใช้วัตถุดิบ Renewable ไม่ต่ำกว่า 38% ในปี 2568

IVL

วางกลยุทธ์ Decarbonization ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อมุ่งสู่ Net Zero โดยในระยะสั้นจะมุ่งเน้นลดการใช้ถ่านหินและพัฒนาโครงการสีเขียว และระยะยาวจะลงทุนในเทคโนโลยี Recycle เพื่อลดขยะพลาสติกและนำมาเปลี่ยนเป็น Bio-based และ Recycled Product รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและจัดเก็บคาร์บอนและไฮโดรเจน และร่วมมือกับสถาบันการเงิน 6 แห่งเพื่อออก Sustainability-Linked Bond มูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีเป้าหมายลงทุนในธุรกิจสีเขียว

MINT

มีการคาดการณ์และวิเคราะห์สถานการณ์เงินเฟ้อตั้งแต่ช่วงการระบาดของ COVID-19 จึงได้มีการดำเนินการวิเคราะห์ต้นทุนและแก้ปัญหาตลอด Supply chain กระจายความเสี่ยงด้วยการมี Supplier หลายราย และควบคุมต้นทุนการบริหารและค่าใช้จ่ายปฏิบัติการ รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ในขณะที่มิติสิ่งแวดล้อมและสังคม บริษัทมีการสร้าง Sustainable value chain ทุกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และจัดทำโครงการเสริมสร้างทักษะอาชีพด้านการประกอบอาหารของเยาวชน พร้อมรับเข้าทำงานในเครือ Minor Food

PPS

ให้ความสำคัญกับการปรับตัวขององค์กรเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความอยู่รอดของธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์ตาม Trend ของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ผ่าน Regenerate  Re-Design และ Re-Engineering ที่อาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญในฐานะวิศวกรที่ปรึกษา บริหารงานอย่างมืออาชีพ โดยขยายขอบเขตการให้บริการในรูปแบบ Co-development ที่ช่วยให้คำแนะนำแก่ลูกค้าในการดำเนินการโครงการก่อสร้างหรือปรับปรุงใหม่ (Renovate) โดยครอบคลุมตั้งแต่การเลือกวัสดุ การจัดการการก่อสร้าง และการใช้งานอาคาร ภายใต้ธีมรักษ์โลกและการประหยัดพลังงานตามมาตรฐานสากล (LEED)

SSSC

ดำเนินกลยุทธ์ SSSC 3 Smarts for Continuous Change ประกอบด้วย 1) Smart People ผ่านการจัดทำแผนการ Re-skill to Multi-skill เพื่อลดปัญหา Generation gap ของบุคลากร โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานอายุเยอะ ภายใต้ชื่อโครงการ แก่ เก่ง เก๋า” 2) Smart Product ที่นำเทคโนโลยี IoT มาใช้ตรวจสอบความผิดปกติของเครื่องจักรและแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินให้กับทีมภู้ภัยและคนในชุมชนโดยรอบ และระบบ GPS มาใช้ควบคุมการขนส่งของบริษัท ทั้งในด้านตรวจสอบการทุจริต ลดผลกระทบจากมลพิษ การปฏิบัติตามกฎหมาย และ 3) Smart Social ที่ให้ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชนในการลดปริมาณขยะและนำกลับไปใช้ใหม่ และสอบถามความต้องการของชุมชนเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลสำหรับงานด้าน CSR

ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน 1

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย