KBANK ธนาคารแห่งความยั่งยืน กับแผนรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
หนึ่งในแบงก์ที่พัฒนาระบบ Mobile Banking และการให้บริการเอสเอ็มอีที่โดดเด่นคือ ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK โดยผลประกอบการ ปี 2563 ธนาคารกสิกรไทย มีกำไรสุทธิ จำนวน 29,487 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนจำนวน 9,240 ล้านบาท หรือ 23.86% จากการพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ตามมาตรการของแบงก์ชาติ จากความเสี่ยงของสถานการณ์ covid-19 เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 43,548 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมและรองรับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทย มีสินทรัพย์ทั้งหมด 3,061,407 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งมาร์เก็ตแชร์ 14.07% รองจาก BBL, SCB และ KTB แต่ในด้านเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สุทธิ พบว่า ธนาคารกสิกรไทย มีเงินให้สินเชื่อฯ มากที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ รวม 2,066,638 ล้านบาท ซึ่งมีมาร์เก็ตแชร์ 15.32%
นอกจากความแข็งแกร่งและผลการดำเนินงานของธนาคารกสิกรไทยแล้ว ในมุมของการพัฒนา Environmental, social and corporate governance หรือ ESG นั้น Wealthy Thai พบว่า Positioning ของแบงก์กสิกรไทยมีความชัดเจนที่สุด โดยทางธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ตั้งเป้าเป็น “ธนาคารแห่งความยั่งยืน”
ซึ่งทาง KBANK ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ จำนวน 9 เป้าหมายหลัก ซึ่งสอดคล้องตามประเด็นสาระสำคัญของธนาคาร อีกทั้งให้การสนับสนุนอีก 8 เป้าหมาย เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
โดยรางวัลด้านความยั่งยืนที่ KBANK ได้รับ เช่น ในดัชนี Bloomberg Gender-Equality Index (GEI) ธนาคารกสิกรไทย เป็นบริษัทไทยแห่งแรก และแห่งเดียวที่ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก (2562-2563) ในรายงาน Carbon Disclosure Project (CDP) KBANK เป็นธนาคารแห่งแรก และแห่งเดียวที่ได้รับการประเมินผลในระดับ A- (Leadership Level) ในปี 2562 ในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) KBANK เป็นธนาคารไทยแห่งแรกในประเทศไทย และอาเซียนที่ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก ระหว่างปี 2559-2562 และรับรางวัลจาก SAM Sustainability Award ประเภท BronzeClass ในกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคาร ในปี 2561-2563
รวมถึงเป็นสมาชิก ดัชนี FTSE4 Good Emerging Index ในปี 2559-2562 และ MSCI ESG Ratings ที่ระดับ AA ซึ่งถือว่าเป็นระดับผู้นำในการดำเนินการ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ในกลุ่มธนาคารของตลาดเกิดใหม่ ในปี 2562 และได้รับใบรับรอง ESG 100 Certificate ที่ได้รับคัดเลือก เป็นหนึ่งใน 100 บริษัท ที่โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ในปี 2559-2562 และอยู่ดัชนีหุ้นยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือดัชนี SETTHSI เป็นปีที่ 5
แผนรับมือความเสี่ยง กับการพัฒนา ESG
ซึ่งนอกจากรางวัลที่การันตี การพัฒนา ESG ให้เป็นรูปธรรมแล้ว ใน “แผนความเสี่ยงใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” KBANK ตั้งเป้าว่าในระยะเวลา 5 ปี (2563-2567) ธนาคารได้เตรียมรับมือกับความเสี่ยงหลายประการ ที่จะมีความชัดเจนในอนาคต ซึ่งมีผลกระทบกับทิศทางเศรษฐกิจและธุรกิจ รวมถึง “เซ็คเตอร์แบงก์” ทั้งทางตรงและทางอ้อม
โดยหนึ่งในแผนรับมือกับความเสี่ยง นอกจากประเด็นด้านเศรษฐกิจและ KBANK ให้น้ำหนักกับ “ความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยในรายงานแผนความเสี่ยงฯ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีผลโดยตรงต่อ ความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ในรูปแบบภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
ขณะเดียวกันยังเพิ่มความเสี่ยงทางอ้อม จากกฎระเบียบของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ “การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อสังคม
นอกจากในด้าน ESG ที่ KBANK ทำมาตลอดแล้ว พบว่า ในมุมมองของนักวิเคราะห์เอง มองว่า Performance หุ้น KBANK จะกลับมาโดดเด่นที่สุด โดยนักวิเคราะห์ บล.คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มองว่า พอร์ตสินเชื่อของ KBANK จะมีศักยภาพในการเติบโตสูงสุด ในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่ง โดย
การเติบโตของสินเชื่อเอสเอ็มอีของ KBANK ก็ถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่สูง โดยในเดือนธ.ค.63 บริษัทมีพอร์ตสินเชื่อที่เป็นลูกค้าเอสเอ็มอี อยู่ 33% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของธนาคารใหญ่ 4 แห่งที่ 21% จากกลยุทธ์การเน้นไปที่ลูกค้ารายย่อยถึงกลาง จึงประเมินว่ามีโอกาสที่ KBANK จะขยายพอร์ตสินเชื่อได้ในระยะยาว ด้วยแรงหนุนที่แข็งแกร่งจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ใน 84 ภูมิภาค 17 ประเทศ โดยเฉพาะในปี 2564 คาดว่ากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญทั้งด้านสินเชื่อและความสามารถการทำกำไรหลังวิกฤติ Covid-19 จากการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี ด้วยเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำ
และอานิสงส์จากเซ็คเตอร์ท่องเที่ยว โดยเซ็คเตอร์แบงก์ และ KBANK น่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ซึ่งประเมินว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง-ปลายปี 2564 ซึ่งพอร์ตสินเชื่อของ KBANK ราว 20% เกี่ยวข้องกับกลุ่มการท่องเที่ยวและโรงแรม

