การปรับยุทธศาสตร์ให้ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญด้านแรงงานในช่วง COVID-19
กระทรวงยุติธรรมได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และจากแนวโน้มการร้องเรียนระหว่างประชาชนกับภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น จึงได้มีการนำหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน UNGPs (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) ของสหประชาชาติมาปรับใช้สำหรับภาคธุรกิจ เพื่อลดผลกระทบในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการประกอบธุรกิจ โดยมี 3 เสาหลักสำคัญ คือ 1. Protect - รัฐ มีหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2. Respect - ภาคธุรกิจ มีหน้าที่ในการเคารพสิทธิมนุษยชน และ 3. Remedy - ภาครัฐและภาคธุรกิจ ร่วมกันเยียวยาผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน
แผนปฏิบัติการระดับชาติฯ จะดำเนินการผ่าน 3 เสาหลัก โดยเน้น 4 ประเด็นปัญหาที่จะแก้ไขในช่วง COVID-19 คือ 1. แรงงาน (Labor) 2. ชุมชน ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Environment) 3. ปกป้องนักสิทธิมนุษยชน (Defenders) และ 4. การลงทุนระหว่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติ (Investment)

การดำเนินงานดังกล่าวได้มีการกำหนดให้ภาครัฐมีการทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และนโยบายต่าง ๆ รวมทั้งพิจารณาเข้าร่วมภาคีสำนักต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลในด้านแรงงาน มีการพัฒนาระบบจัดการแรงงาน ดูแลมาตรการในการจัดหางาน พัฒนาศักยภาพแรงงาน ดูแลค่าจ้างที่เป็นธรรม ดูแลสุขภาพแรงงาน และมีการคุ้มครองแรงงาน เป็นต้น ส่วนภาคธุรกิจจะส่งเสริมให้ปฏิบัติตาม 4 ด้าน คือ 1.การปฏิบัติตามกฎหมาย 2. การดูแลสิทธิสวัสดิการแรงงาน 3. การขจัดการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน 4. การให้มีช่องทางร้องเรียน หรือเยียวยาต่าง ๆ
และหลังจากสถานการณ์ COVID-19 ได้มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม อาทิ ช่วยเหลือด้านสาธารณูปโภค ค่าน้ำค่าไฟ มาตรการเยียวยาต่าง ๆ และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการรองรับสถานการณ์ว่างงานที่กระทรวงแรงงาน โดยมีสำนักงานประกันสังคมรับเรื่องร้องเรียน และออกประกาศการให้บริการทางการแพทย์ทั้งของโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งให้ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ลดอัตราเงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้าง ขยายระยะเวลาการจ่ายภาษี ทำโครงการสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนการจ้างงานรายย่อยในพื้นที่ ส่งเสริมการจ้างงานให้กับแรงงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น ตลอดจนการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ
นอกเหนือจากนี้ ทางภาครัฐยังได้สนับสนุนให้มีมาตรการ/นวัตกรรมในการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบและเคารพสิทธิมนุษยชน ดังนี้
- ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนต่อเนื่อง
- ประกวดรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนทุกปี
- ศึกษามาตรการจูงใจภาคธุรกิจให้เคารพสิทธิมนุษยชน
- สนับสนุนการจัดตั้ง Business and Human Rights Academy
- ส่งเสริมการเรียนการสอนเกี่ยวกับธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัย
- ขยายผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฯ ไปสู่ภาคธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม
ในส่วนขององค์การนายจ้าง สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นแรงงานสัมพันธ์ ร่วมหารือกับสถาบันต่าง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันการศึกษา NGO อุตสาหกรรมธุรกิจ สหภาพแรงงาน กลุ่มผู้บริโภค และในช่วง COVID-19 ได้เพิ่มกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาเพื่อแบ่งปันข้อมูลและความรู้นอกจากนี้ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทยยังเป็นสมาชิกแรงงานระหว่างประเทศ โดยในช่วง COVID-19 ได้ร่วมกับประเทศสมาชิกแบ่งปันความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการ COVID-19
การบริหารจัดการด้านแรงงานในช่วง COVID-19
สำหรับสถานประกอบการ ได้มีการหารือร่วมกัน (Social Dialogue) เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง การบริหารจัดการการปรับโครงสร้างที่มีผลกระทบต่อการจ้างงาน และเตรียมความพร้อมให้บุคคลที่เลิกจ้าง โดยการฝึกอบรมและสร้างอาชีพ
ส่วนองค์การนายจ้าง ได้มีการหารือร่วม (ทวิ/ไตรภาคี หรือ นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล) ประสานเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล บทเรียน ช่วยส่งเสริมการมีงานทำ ศึกษาความเป็นไปได้ในการขอให้ภาครัฐทบทวนกฎหมายการจ้างงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ วางแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคต และสร้างนักบริหารงานบุคคลสมัยใหม่ เพื่อเตรียมความอยู่รอดในสังคมของพนักงาน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ สามารถสรุปได้ดังนี้
- การเจรจาหารือร่วม การร่วมมืออย่างสร้างสรรค์
- การแลกเปลี่ยนบทเรียน ประสบการณ์
- การสนับสนุนจากภาครัฐและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน
- การเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการและพนักงานอย่างต่อเนื่อง
- การเสริมความเข้มแข็งของเครือข่าย
ข้อมูลจากการเสวนา Thailand Business Leadership for SGDs 2020 ในโอกาสการฉลองครบรอบ 20 ปี เครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งสหประชาชาติ ณ ศูนย์ประชุมแห่งสหประชาชาติ กรุงเทพฯ 31 สิงหาคม 2563
