ภาษีคาร์บอน ‘Carbon Tax’ ระเบียบการค้าของโลกยุคใหม่

บทความโดย บลจยูโอบี (ประเทศไทย) จํากัด

ปัจจุบันทั่วโลกหันมาให้ความสําคัญกับเรื่องความยั่งยืนและประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่นอกจากจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อวิถีชีวิตของเราทุกคนแล้ว ยังส่งผลเสียต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกด้วย


จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ประเทศต่าง ๆ เริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ ด้วยการมองหาวิธีเข้ามาควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emission) ที่ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลประเภทต่าง ๆ เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน เป็นต้น


ซึ่งก็มีทั้งกลไกที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง คาร์บอนเครดิต ที่เป็นระบบ Cap and Trade คือ ใครปล่อยคาร์บอนเกินเพดานก็จะมีต้นทุนที่ต้องจ่าย ส่วนบริษัทที่ปล่อยต่ำกว่าเกณฑ์ก็จะสามารถนำส่วนต่างมาขายเป็นรายได้ นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งกลไกที่หลายประเทศเลือกหยิบมาใช้แบบเข้มข้นขึ้น นั่นคือมาตรการทางภาษีอย่าง ภาษีคาร์บอน หรือ Carbon Tax


ภาษีคาร์บอน
 คืออะไร?

ภาษีคาร์บอน คือ ภาษีที่รัฐบาลของแต่ละประเทศจะเรียกเก็บจากผู้ประกอบการและองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูงกว่าเกณฑ์ กําหนด เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), มีเทน (CH4), ไนตรัสออกไซด์ (N2O) และก๊าซกลุ่มฟลูออริเนต (F-Gases) เป็นต้น ที่เกิดจาก กระบวนการผลิตสินค้าและบริการ ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ในการดําเนินธุรกิจ เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้า การบําบัดน้ําเสีย การใช้น้ํามันเชื้อเพลิง เพื่อเดินทางขนส่ง ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการตัดไม้ รวมถึงการเดินเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น


โดยทั่วไปแล้วรูปแบบของการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนจะนําปริมาณคาร์บอนส่วนเกินมาคํานวณกับอัตราภาษีคาร์บอน ซึ่งแต่ละประเทศจะมีฐานภาษี ที่แตกต่างกันไป และส่วนใหญ่จะแบ่งประเภทของภาษีออกเป็น 2 แบบ คือ

  1. ภาษีคาร์บอนทางตรง คือ เก็บภาษีจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการผลิตสินค้าโดยตรง ซึ่งมักจะมีอัตราภาษีที่สูงกว่า เช่น การผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิล, การเผาไหม้ของเครื่องจักรในโรงงานการเผาขยะและการบําบัดน้ำเสียการเผาไหม้ของยานพาหนะต่าง ๆการผลิตปูนซีเมนต์และเคมีภัณฑ์ต่าง ๆ ฯลฯ

  2. ภาษีคาร์บอนทางอ้อม คือ เก็บภาษีจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามการบริโภคแต่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง เช่น การซื้อพลังงานมาใช้ในองค์กร รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก อาทิ เหล็ก กระดาษ บรรจุภัณฑ์ หมึกพิมพ์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ


นอกจากภาษีคาร์บอนภายในประเทศแล้ว ปัจจุบันยังเกิดแนวคิดใหม่ Carbon Border Tax หรือ ภาษีคาร์บอนข้ามแดน เป็นภาษีนําเข้าสินค้า ที่เรียกเก็บจากประเทศที่ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายภาษีคาร์บอน เท่ากับว่าผู้ประกอบการในประเทศไหนที่ไม่มีมาตรการทางภาษีสุดท้ายก็ต้องหัน มาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังเช่นกัน หากยังต้องการค้าขายกับต่างประเทศที่ให้ความสําคัญในเรื่องนี้


ประโยชน์และความสําคัญของภาษีคาร์บอน
 

ภาษีคาร์บอนถือเป็นเครื่องมือสําคัญเพื่อช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านกลไกของ Carbon Pricing ตามหลัก ทางเศรษฐศาสตร์ เพราะทําให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสิ่งที่มีราคาต้องจ่าย ไม่ใช่ของฟรีที่จะปล่อยเท่าไหร่ก็ได้อีกต่อไป และบังคับให้ผู้ประกอบการต้องร่วมรับผิดชอบต่อสังคม จนเกิดผลกระทบเชิงบวกเป็นวงกว้าง ดังนี้

1.ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี

ภาษีคาร์บอนทําให้การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีต้นทุนแพงขึ้น และผลักดันให้ผู้ผลิตไฟฟ้าหันมาเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน เช่น พลังงาน แสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้สามารถแข่งขันได้ ขณะเดียวกัน ก็จะจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน หันมาใช้พลังงานสะอาดมากข้ึนเช่นกันจากแนวโน้มราคาที่ถูกลง


2.ขยายตลาดให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกลไกด้านภาษีจะช่วยหนุนให้ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น และมีโอกาสขยายตลาดได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากสินค้าที่ไม่ยึดมั่นในกระบวนการผลิตแบบยั่งยืน หรือเลือกใช้วัสดุที่ทําลายสิ่งแวดล้อม สินค้าเหล่านี้จะมีภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากอัตราภาษี ทําให้ผู้บริโภค หันไปซื้อสินค้าอื่นที่มีราคาเหมาะสมกว่า


3.ช่วยลดภาวะโลกร้อน เป้าหมายสูงสุดของภาษีคาร์บอน คือ ลดปริมาณการปล่อยก๊าชเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อชะลอภาวะโลกร้อน ที่เป็นสาเหตุสําคัญของการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกทุกวันนี้


อัตราการจัดเก็บภาษีคาร์บอนในต่างประเทศ

ในต่างประเทศเริ่มนํานโยบายการจัดเก็บภาษีคาร์บอนมาใช้กันอย่างจริงจังแล้ว กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ ฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศแรกที่บังคับใช้ Carbon Tax ในปี 1990 โดยเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไปจากฐานภาษีที่ต่ําเพียง 1.75 ดอลลาร์ต่อตัน CO2 ก่อนที่จะค่อย ๆ ทยอยเพิ่มอัตรา ภาษีให้สูงขึ้น จนปัจจุบันฟินแลนด์เก็บภาษีคาร์บอนเฉลี่ยที่ 83.74 ดอลลาร์ต่อตัน CO2


ปัจจุบันมีกว่า 30 ประเทศทั่วโลกที่เริ่มเก็บภาษีคาร์บอนอย่างเป็นทางการ ส่วนใหญ่เป็นประเทศในทวีปยุโรป เช่น ฟินแลนด์ สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ให้ความสําคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น


ส่วนในทวีปเอเชียเอง ก็มีบางประเทศที่เริ่มขยับตัวเกี่ยวกับภาษีคาร์บอน เช่น ญี่ปุ่น และสิงคโปร์


ภาพที่ 1: แสดงภาพรวมประเทศทั่วโลกที่บังคับใช้ภาษีคาร์บอน

ที่มา: STATE AND TRENDS OF CARBON PRICING 2023, World Bank


อย่างไรก็ดี ระบบภาษีคาร์บอนที่บังคับใช้ยังคงมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะในแง่ของข้อกําหนดประเภทเชื้อเพลิง รวมถึงรูปแบบ การจัดเก็บภาษีที่มีทั้งทางตรงจากการผลิตและทางอ้อมจากการบริโภค ตลอดจนอัตราภาษีที่มีตั้งแต่ 0.08 จนถึง 155.87 ดอลลาร์ต่อตันCO2 ทั้งนี้ อุรุกวัยเป็นประเทศที่จัดเก็บภาษีคาร์บอนในอัตราสูงที่สุดในโลก โดยเริ่มในปี 2022 ที่ผ่านมา



ภาพที่
 2: แสดงอัตราภาษีคาร์บอนของประเทศทั่วโลกในปี 2023

ที่มา: STATE AND TRENDS OF CARBON PRICING 2023, World Bank



แนวทางและเป้าหมายการจัดเก็บภาษีคาร์บอนในประเทศไทย

ประเทศไทยเริ่มนําแนวคิดการจัดเก็บภาษีคาร์บอนมาใช้ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรรถยนต์ ตามกฎกระทรวงกําหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 23) .. 2565 โดยเป็นการจัดเก็บภาษีคาร์บอนทางอ้อมจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อ้างอิงตามปริมาณ CO2 ที่ได้จากการเผาไหม้


โดยปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีตามปริมาณ CO2 ยกตัวอย่างรถยนต์นั่งความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี คือ ปล่อย CO2 ไม่เกิน 150 กรัม/กิโลเมตร อัตราภาษี 25%, ปล่อย CO2 เกิน 150-200 กรัม/กิโลเมตร อัตราภาษี 30% และปล่อย CO2 เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร อัตราภาษี 35% ส่วนรถยนต์นั่งความจุของกระบอกสูบเกิน 3,000 ซีซี อัตราภาษี 40%


หลังจากนั้นตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป จะเพิ่มภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเป็นขั้นบันไดจนไปถึงระดับสูงสุดในปี 2030 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

รถยนต์นั่งความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี ปล่อย CO2 ไม่เกิน 150 กรัม/กิโลเมตร อัตราภาษี 30%

รถยนต์นั่งความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี ปล่อย CO2 เกิน 150 กรัม/กิโลเมตร อัตราภาษี 40%

รถยนต์นั่งความจุกระบอกสูบเกิน 3,000 ซีซี อัตราภาษี 50%


อีกทั้งกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการพิจาณาแนวทางการนำภาษีคาร์บอนมาบังคับใช้แบบเต็มระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศที่ต้องการเดินหน้าสู่การเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และขยับสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions) ภายในปี 2065


โดยจะนำมาปรับใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถปรับตัวไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน คาดว่าจะเริ่มต้นเก็บจากผู้ผลิตสินค้า คือ สินค้าใดที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนก็จะโดนจัดเก็บภาษีกับสินค้านั้น ควบคู่ไปกับการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ก่อมลพิษเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม เพื่อส่งผลดีต่อทั้งทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ระบบเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน


สุดท้ายนี้แนวทางการเก็บภาษีคาร์บอนอย่างเต็มรูปแบบคงต้องเกิดขึ้นแน่นอนไม่เร็วก็ช้า ทั้งมาตรการภายในประเทศ และภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในสหภาพยุโรป (EU) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2023 เป็นต้นไป ซึ่งจะกลายเป็นระเบียบการค้าของโลกยุคใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ


เพราะฉะนั้น การรีบปรับตัวให้ธุรกิจมีความยั่งยืนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน เริ่มต้นได้ด้วยการหันมาให้ความสำคัญต่อการวางแผนการลงทุนในระยะยาวเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานสะอาด พยายามลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต ควรตรวจวัด Carbon Footprint ขององค์กรอยู่เสมอ ตลอดจนมุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งกำแพงภาษี และพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของ ESG อย่างเห็นได้ชัด


ติดตามข้อมูลการลงทุนอย่างยั่งยืนได้ที่ https://www.uobam.co.th/th/Sustainability สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2786-2222


ผู้ลงทุนควรทําความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ไทยติดโผ Rising Star ฐานผลิตโลกยุคใหม่ Verisk ชูศักยภาพรับ AI-Supply Chain ลุ้นดึง FDI หนุนเศรษฐกิจระยะยาว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us