Official Update :

ทำไมการดำเนินนโยบายด้าน ESG ถึงเป็นสิ่งที่ในหลายธุรกิจจะต้องทำ!

ความเดิมตอนที่แล้วเป็นเนื้อหาที่ต่อเนื่องกันมา Wealthy Thai ได้สรุปเนื้อหาไว้อย่างง่ายเพื่อให้นักลงทุนเข้าใจหลักการของ ESG ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร แนวคิดนี้เกิดขึ้นเพื่ออะไร และมีส่วนช่วยในการสะท้อนการลงทุนอย่างไรบ้าง


สำหรับนักลงทุนท่านใดที่ยังไม่ได้ติดตามความเดิมในตอนที่แล้ว สามารถกลับไปย้อนอ่านได้ที่ลิงก์นี้ https://www.wealthythai.com/en/updates/sustainability/21975


ขณะเดียวกันเรายังได้กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่าจะพานักลงทุนไปหาคำตอบว่า ทำไม ESG ถือเป็นสิ่งที่หลายธุรกิจต้องทำดังนั้นหัวข้อที่ Wealthy Thai จะมาชวนนักลงทุน “ทำไม ESG ถือเป็นสิ่งที่หลายธุรกิจต้องทำ”


อย่างที่นักลงทุนทราบกันดีกว่า ESG นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในข้อบังคับ หรือกฎหมาย แต่ถือเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้โลกที่เราอยู่ดีขึ้นในหลายมิติ


เช่นเดียวกันองค์กรหลายภาคส่วนของไทย ขณะนี้กำลังขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการใช้หลักของ ESG เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านของการใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม


ตัวอย่างเช่นธุรกิจภาคพลังงาน และอุตสาหกรรม ถือเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบให้กับสิ่งแวดล้อมและมนุษย์อยู่ไม่น้อย โดยหลายองค์กรจะต้องมีการปรับกระบวนการผลิต ปรับผลิตภัณฑ์เพื่อให้ตอบโจทย์ และสอดคล้องตามหลัก ESG


โดย ธุรกิจพลังงานเป็นหนึ่งในหลายสาขาที่มีการปรับตัวอย่างเด่นชัด ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของธุรกิจพลังงานเดิมที่ผู้คนมักจะมีภาพจำถึงผลกระทบที่ธุรกิจมีต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์


ไม่ว่าจะเป็นการได้มาซึ่งถ่านหินหรือน้ำมันเพื่อใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า ดังนั้นเองการปรับตัวไปสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด หรือการนำแนวคิด ESG มาปรับใช้จึงนับได้ว่ามีความก้าวหน้าและสามารถเป็นตัวอย่างให้กับธุรกิจอื่น ๆ ได้


ยกตัวอย่างเช่น บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ในฐานะที่ BANPU เป็นบริษัทด้านพลังงานและผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจที่ทำคือเหมืองถ่านหิน แน่นอนว่าธุรกิจนี้สร้างผลกระทบให้กับสภาวะแวดล้อมไม่น้อย


แต่ BANPU ก็ได้พยายามปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการมุ่งเน้นด้าน ESG เช่นการหยุดลงทุนเพิ่มเติมในเหมืองถ่านหิน และหันมาใช้การลงทุนรูปแบบพลังงานสะอาด


รวมไปถึงล่าสุดการใช้นโยบายโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) ซึ่งอธิบายง่ายๆก็คือ การใช้เทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอน ที่ถูกปล่อยสู่อากาศจากกระบวนการผลิต และนำไปกักเก็บไว้ใต้ชั้นผิวดินลึก เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนออกสู่อากาศ


นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจจากในงาน GC Sustainable Living Symposium 2023: We are GEN S สร้างแรงกระเพื่อมการใช้ชีวิตแบบ Sustainable Living เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนของโลก


โดยดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ให้ข้อมูลว่า “ประเทศไทย เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกของทั้งโลก


แต่อย่างไรก็ตามไทยกลับเป็น 1 ใน 10 ประเทศของโลกที่ได้จะรับผลกระทบสูงสุด โดยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสู่โลกมาจาก 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ภาคพลังงาน ภาคเกษตรกรรรม และภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์”


ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า นโยบาย ESG ในด้านของสิ่งแวดล้อมถือว่ามีส่วนสำคัญที่จะช่วยกอบกู้สภาวะแวดล้อมของโลกและของไทยให้กับมาฟื้นตัวและน่าอยู่ได้อีกครั้ง


โดยการที่หลายอุตสาหกรรม เช่น ภาคพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศนั้นมีผลกระทบอย่างมาก ซึ่งจะห็นได้จากข้อมูลที่ทางธนาคารไทยพาณิชย์ได้ยกตัวอย่างข้อมูลว่า


หากอุณหภูมิของโลกเปลี่ยนแปลงไป 3.2 องศาองศาเซลเซียส จะมีผลกระทบทำให้จีดีพีของโลกลดลงไปกว่า 14% และหากมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย หากอุณหภูมิของโลกลดลงไปขนาดนั้น จะส่งผลกระทบให้จีดีพีไทยลดลงไปถึง 44%


เนื่องด้วยเพราะประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมการผลิต และอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงไทยยังพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ดังนั้นเองเมื่อโลกเผชิญกำลังความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นจะมีผลกะทบต่อไทยได้โดยตรง


ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมโลกจะต้องช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ตัวบุคคลหรือที่ตัวองค์กรจะต้องเน้นนโยบายด้าน ESG รวมไปถึงนักลงทุนจะต้องสนับสนุนการลงทุนในภาคธุรกิจที่มีหลัก ESG ก็เพื่อที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนให้กับเราได้อย่างยั่งยืนภายใต้การดำเนินธุรกิจขององค์กรที่จะเติบโตได้แบบยั่งยืน