Official Update :

ทำความรู้จัก Thailand ESG Fund กองทุนประหยัดภาษีน้องใหม่

หลังจากที่กองทุนประหยัดภาษี LTF หมดอายุลงและถูกแทนที่ด้วยกอง SSF กระแสการตอบรับจากนักลงทุนกลับไม่ดีเท่าที่ควร แต่กลับถูกกระแสของนักลงทุนเรียกร้องให้ดึงกองทุน LTF กลับมาอีกครั้ง ซึ่งล่าสุดสภาธุรกิจตลาดทุนไทยก็ได้แก้เกมด้วยการนำกองทุนประหยัดรูปแบบให้แก่กระทรวงการคลัง จนได้คลอดกองทุนไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG)


โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ก็มีมติส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทยตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งได้แก่ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG)


สำหรับเงื่อนไขการลงทุนกองทุน TESG จะไม่มีเงินขั้นต่ำในการลงทุนและไม่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี แต่จะต้องมีระยะเวลาถือครองหน่วยลงทุน 8 ปีนับจากวันที่ซื้อ และสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท โดยใช้สิทธิได้ในปีที่ลงทุน


ทั้งนี้กองทุน TESG ที่เพิ่มขึ้นมา ทำให้ผู้ลงทุนได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมอีก 1 แสนบาท จากเดิมที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก RMF และกองทุน SSF ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีรวมกันได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท (นับรวมกองทุนกลุ่มเพื่อการเกษียณทั้งหมด เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการ)


ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ได้ผลักกดดันกองทุนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมยกร่างประกาศการจัดตั้งกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG) และคาดว่าจะนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาช่วงต้นเดือนธันวาคม 2566


โดยในระหว่างนี้ ก็เปิดให้บลจ.ส่งร่างเอกสารจัดตั้ง Thai ESG ให้พิจารณาได้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเสนอขายให้ผู้ลงทุนได้โดยเร็วและหากมีผลบังคับใช้ ก.ล.ต. ก็จะสามารถอนุมัติการจัดตั้ง Thai ESG ได้ภายในต้นเดือนธันวาคม 2566  และผู้ลงทุนสามารถได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวในปีภาษี 2566 ได้


ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสอดรับแนวนโยบายของภาครัฐ คณะกรรมการกำกับตลาดทุนมีมติให้ TESG ลงทุนในทรัพย์สินที่ผู้ออกเป็นภาครัฐไทยหรือกิจการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ไม่ว่าจะเป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) ที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านความยั่งยืน ผ่านการคัดเลือกจากตลท.


รวมไปถึงหุ้นใน SET และ mai ที่มีการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แผนการจัดการ และการตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย โดยผ่านการทวนสอบการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากผู้ทวนสอบ


ทางด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ได้ปรับเปลี่ยนดัชนีหุ้นยั่งยืนจาก “SETTHSI Index” เป็น “SETESG Index ที่ยังคงใช้หลักการเดียวกับ SETTHSI Index แต่จะเพิ่มผลการประเมิน SET ESG Ratings ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกถึงผลการดำเนินงานด้าน ESG นำมาใช้จัดระดับ Rating แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ BBB, A, AA, AAA


ทั้งนี้ บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกกัด (มหาชน) คาดหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม SET ESG Index จะน่าสนใจขึ้นและมีโอกาสถูก Active Fund ในประเทศดึงสถานะกลับก่อนเน้น ในกลุ่มที่ราคาลงแรงกว่าดัชนี THAIESG และถูก Short sales บนกระดานหลัก +NVDR ตั้งแต่จุดสูง 30 ส.ค. 66 ถึงปัจจุบันมีสัดส่วน % Short Sales Volume (+NVDR) มากกว่า 8% ของมูลค่าซื้อขายรายตัว โดยหุ้นในกลุ่มดังกล่าวที่น่าจะเป็นเป้าหมายกองทุนเน้น CPALL, GULF, CRC, GPSC, PTTGC, IVL, SCGP, OR, CBG และ HMPRO


ด้านบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ในการประชุม ครม. อนุมัติกองทุนประหยัดภาษี Thailand ESG เราคาดจะเริ่มมี บลจ. ทยอยออกกองทุนหุ้น ESG ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อหุ้นที่อยู่ใน SETESG INDEX โดยเฉพาะหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่และติด SET50 ด้วย


โดยจากการเก็บข้อมูลพบหุ้นที่เข้าข่าย ESG และมีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ที่น่าสนใจ ได้แก่ PTT, PTTEP, GULF, SCB, BBL, KBANK, TTB, KTB, AOT, BEM, CPALL, CRC, ADVANC, INTUCH, CPN, SCC, BDMS, KTC, PTTGC, IVL, MINT และ SCGP เป็นต้น


สุดท้าย บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่ากลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (SET50) ที่คาดเป็นเป้าหมายการลงทุนจากแผนจัดตั้งกองทุน TESG เพื่อกระตุ้นการลงทุนในตลท. ระยะยาว หากคัดเลือกหุ้นที่อยู่ในดัชนี SETESG ที่มีคุณสมบัติน่าสนใจ ประกอบไปด้วย ESG Rating “AAA” หรือ “AA”  และราคาหุ้นปรับตัวลงแรงกว่าตลาด คือ SCGP, OR, CPALL, BEM, GULF, CRC และ HMPRO